Thursday, October 27, 2005
Study: Lesson learned recently
I had a quiz on Tuesday and the content of this quiz is beyond the pages described in the schedule. This causes me a little trouble and I got a lesson: if your professor is a bit crazy, be prepared for unexpected things such as incoherence, esp. when what you see is not quite correct. For example, the content of the quiz described in the schedule is only about 15 pages. This is quite impossible. Another example is the previous quiz in which no good question can be generated for quiz in its scope. So, the professor asked a question in previous section instead without prior notice. Fortunately, in that time, I was well prepared for that stuff. But this time, I was not because I did not expect he asked questions in the next section.
You must prepare if your professor is (a bit) crazy.
Wednesday Oct 26, 2005:
'When the war is not over yet, do not count the number of corpse' (Thai idiom). I finished homwork before time, but I forgot to take homework folder with me to class. Oh, I was too careless about the last step: submission. Always be careful until it's really over: submission and approval. For my thesis, this means approval by committee, submission and approval from thesis office and department.
Sunday, October 23, 2005
Life: เพลง `ไกล' ของ มาโนช พุฒตาล
http://mzaa.com/music/mainalbum.asp?Folder=05%2E+Rock+Thai+%2D+%E0%BE%C5%A7%C3%E7%CD%A4%E4%B7%C2%5CThe+Olarn+Project%5CThe+Olarn+Project+%2D+3+%2D+%E4%B5%C3%C0%D2%A4+%28The+Rain+%2C+%C1%D2%E2%B9%AA+%BE%D8%B2%B5%D2%C5%29
(เป็นสถานีเพลงที่มีโฆษณาที่ล่อแหลมยังไงก็ไม่รู้ อย่าไปคลิกไอ้ที่ไม่เข้าเรื่องก็แล้วกัน)
จากนั้นก็ฟังแล้วก็บันทึกซะ ท่อนที่ชอบมีเนื้อว่า
``ปลดปล่อยตนเองไปตามลำธารเปลี่ยว โดดเดี่ยวคนเดียวเหลียวมองดูรอบกาย
โดดเดี่ยวเดียวดายกระหายพบเพื่อนร่วมทาง โลกที่อ้างว้างเส้นทางที่ไกล
อยากบอกให้รู้ความดียังมีอยู่ ความจริงรับรู้เข้าใจด้วยเหตุผล
ดื่มดับกระหายสายน้ำของทุกผู้คน หยุดความสับสนเลือกหนทางเดิน
สัจธรรมจริงแท้มั่นคงดำรงอยู่ ปัญญาความรู้เท่าทันความเศร้าหมอง
ดื่มเถิดเพื่อนพ้องสายน้ำของการแบ่งปัน ร่วมกันสร้างฝันบนฐานความจริง
โลกใหญ่ใบนี้ไม่มีใครครอบครอง ไม่แบ่งเป็นสองเพ่งมองดูแม่น้ำ''
ปัจจุบันยังมีคนแต่งเพลงแบบนี้ออกมาอีกไหมนะ
เห็นมีหลายที่ขายซีดีอยู่ อย่างอันนี้ราคาก็ใช้ได้ http://www.jarungjai.com
Thursday, October 20, 2005
Study: What to do next?
So, what I need to do is to work as hard as possible, of course. This is a very lesson for me. You cannot be lazy because things in life is so unpredictable. Work hard today and will not regret later.
Okay, that's enough. Let's look at the things I need to do then.
- Segment the unhealthy lymph node in case p2h024 and h008
Need to learn how to use live-wire
Need to convert Kungkou's ROI data to binary mask for subtraction
Man, I did check it out. ROISurfaceWriter modify ROI data a little bit, but I have no idea how to programatically know whether the file is modified or not. For original ROI data, the number of voxel of the first ROI is located at bytes 77-80 (the number of ROIs is at bytes 59-60). For modified ROI, the location is at bytes 86-89. But how can I know if it is modified or not?
Yeah, I got it. We can know about modification programatically by looking at the name length of an ROI. If the length is greater than zero, it is modified and we skip reading the name area. That's it.
Note that I mentioned about the information location of the number of voxels because voxel coordinates follow the number immediately and the number of voxels is computable and can be used for verification.
Now (Oct 26, 2005), I found that problem in p2h024 does not come from the nodule station 4 or at least the nodule is not the only major factor. I found that by changing optimization parameters we can achieve good result. The optimization parameters include- wa1 = 1.5
- wa2 = 183.3
- wa3 = 44.17
- The encouraging denominator for model augmentation is 12.5, instead of 2.5 in normal case.
- The optimized affine parameters are
Affine Transform Parmeters :
Z Axis (radian): 0.307386965
X Axis (radian): 0.
Y Axis (radian): 0.34906587
X Scale : 1.2376132
Y Scale : 1.15778553
Z Scale : 1.00098896
X Translation : -7.0258193
Y Translation : 5.23104668
Z Translation : 32.5653343
Notice that X and Y scaling factors are very large. Probably, this patient has very long span for aortic arch. The next thing I am going to do is to test this optimization parameters with p2h024 with the nodule station included. If the optimization succeeds, we can conclude that the nodule does not cause any trouble to our method; i.e., it is the matter of optimization only.
บทเรียนวันนี้ (Oct 26, 2005)
อ ่า พึ่งรู้ตัวเมื่อสักครู่เองว่าเราเข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างเกี่ยวกับการหมุนแก น. ตอนแรกเราคิดว่าถ้าหากเรามีจุดสองจุดคือ (x1, y1, z0) และ (x2, y2, z0) แล้วถ้าจากนั้นทำการหมุนรอบแกน y เราก็น่าจะได้ค่าใหม่ที่เป็น (x1', y1', z0') และ (x2', y2', z0'). แต่ปรากฏว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะถึงแม้ว่าในตอนก่อนหมุนจุดสองจุดนั้นจะมีค่า z ที่เท่ากันคือ z0 แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหมุนแล้วมันจะเท่ากันได้. ตอนแรกเราคิดว่ามันเท่ากันเพราะว่าโมเดลเส้นลวดที่เราเอามาใช้มันดันให้ผลแบ บนั้นพอดี นั่นคือ x1 = x2 ด้วย. ในความเป็นจริงถ้าหากว่าค่า x กับ z มันเท่ากัน หมุนรอบแกน y ยังไงเราก็จะยังได้ค่าที่เท่ากันอยู่นั่นแหละ (ทั้ง x และ z) เลย. สาเหตุที่มันจะเท่ากันดูได้ง่ายๆจากสมการการหมุนรอบแกน y ที่ว่า
x' = x cos( a ) - z sin( a )
z' = x sin( a ) + z cos( a )
ดังนั้น ถ้าหากว่า x1 = x2 และ z1 = z2 แล้วล่ะก็หมุนออกมามันก็จะได้อะไรที่เท่ากันแน่ๆ
- Writing thesis
- the cookbook of model building
- numerical data of affine transform parameters obtained
- stopping criteria for region growing
- Relation of carina position and crucial point
- How to control affine transform parameter (translation size)
- Angular constraints are still measured by voxel coordinate. This should be fixed.
คำถามที่ต้องเตรียมตอบในช่วงนี้ก็คือ
- ล็อกไฟล์ของ PA ทำไมยังไม่สมบูรณ์
- Span ของ test cases ที่วัดด้วยมือมีขนาดเท่าไหร่
- Local fitting ของ aorta สร้างผลต่างได้แค่ไหน ใช้เวลาเท่าไหร่ เอาออกไปดีไหม (ทำแล้ว Oct 28, 2005 แต่คิดว่าอาจต้องใส่ลงไปตรงบทสรุปอีกครั้ง)
- แล้วข้อมูลเกี่ยวกับการทำ model fitting ของ PA ล่ะ ทำไมไม่โชว์
จ ากคำถามพวกนี้เราเห็นได้ชัดว่าเราต้อง 1. วัดขนาด span ด้วยมือ 2. จัดทำ log file ใหม่ให้สมบูรณ์ 3. เก็บรายละเีอียดของ local optimization ให้ครบ
- Set up web for recording programming and important stuff. I'm really forgetful indeed.
- Getting www network path
- Setting new pinyotae.net redirection path
- Just use ms word to write and put it to the web. Simple but effective
- Reading CSE530 for exam and preparing for candidacy exam too
Wednesday, October 19, 2005
Life: ที่ว่างในใจกับการก้าวสู่ที่สุดของศักยภาพ
ที่ว่าได ้ไม่ดีพอก็เพราะว่าเราได้กำจัดกิจกรรมอันไม่เกิดประโยชน์ดังที่ได้ก ล่าวไว้ใน http://pinyotae.blogspot.com/2005/10/life.html แล้ว เราได้ทำงานวันหนึ่งๆประมาณ 10 ชั่วโมงต่อวัน แต่งานก็ไม่ค่อยกระเตื้องเท่าไหร่ ถ้ามามองในมุมของการแสวงหาทรัพยากรการนั่งอยู่กับโต๊ะทำงานก็เหมือนกับการเก ็บเกี่ยวผลจากทรัพยากรทางกายในระดับหนึ่ง และเราก็ใช้ทรัพยากรทางกายนั้นไปหมดแล้ว ดังนั้นเราก็ต้องหาแหล่งทรัพยากรอื่นเพิ่ม ซึ่งเมื่อพิจารณาดูก็พบว่าเรายังไม่ได้ทำใจเราให้สามารถจดจ่อได้อย่างเต็มที ่ กล่้าวคือทรัพยากรทางจิตวิญญาณของเรายังเหลืออีกมากแต่เราก็ยังเอามันมาใช้ไ ม่ได้
เรายังเอามันมาใช้ไม่ได้จริงๆ อย่างในวันนี้ที่เราตัดสินใจเขียนบล็อกนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าเรารวบรวมใจเราให ้สงบไม่ได้ สาเหตุมีสองอย่างคือ เรายังมีจิตแสวงหาความสุขความสำเร็จทางโลกเหลืออยู่ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเรามัวแต่ดีใจที่อาจารย์บอกว่า "I think we can get a publication out of it" ซึ่งทำให้เรารู้สึกดีใจมากว่าวิทยานิพนธ์ของเราไม่ใช่ของที่ใครจะมาดูถูกได้ ง่ายๆ
ลองมาวิเคราะห์ดูที่สาเหตุแรก เราก็จะพบว่าถึงเราไม่ได้ต้องการความสุขทางเพศเพราะเราทำให้มันสงบไปได้มากแ ล้ว แต่เราก็ยังปราถนาความสุขแบบอื่นๆอีกเช่น ต้องการให้คนยอมรับว่าเราเก่ง (มันคงเป็นปมด้อยเพราะเรารู้ตัวเราว่าโง่) แต่ก็ขอให้รู้ไว้ด้วยว่า ไม่ว่าเราจะอยากให้เค้ายอมรับว่าเราเก่ง เค้าก็ไม่ได้ยอมรับที่ตัวเรา แต่ยอมรับที่ความสามารถของเรา ดังนั้นถ้าหากเราไม่มีผลงานออกมาติดต่อกันนานๆ ต่อไปคนก็ต้องคิดว่าเราไม่เก่งแน่นอน ดังนั้นขอให้จำไว้เลยว่าไม่ว่าเราจะต้องการมันยังไง มันก็จะไม่เป็นจริงขึ้นมาถ้าหากเราจะลงทุนลงแรงทำเหตุปัจจัย คือผลงาน ให้บังเกิดขึ้น
ส่วนสาเหตุที่สองถือว่าทำให้เกิดวังวนขึ้นมาอีกชั้นห นึ่ง ลองคิดดูนะว่าพอเรามีผลงาน คนก็เริ่มมามองเรา แล้วเราก็จะมัวแต่ดีใจ ยึดติดกับความสุขนั้น จนก่อเกิดเป็นความผิดพลาดและเราก็จะตกวกกลับมาในรูปแบบเดิมอีก กล่าวคือ พอดีใจก็จะใจไม่สงบ (ใจหมดที่ว่างใช้สอย) ใจไม่สงบก็จะทำงานไม่ได้ ทำงานไม่ได้งานก็ไม่เสร็จ งานก็ไม่เสร็จเราก็จะทุกใจอีก ซึ่งมันก็จะกลายเป็นวังวันอันน่าอนาถใจ
แล้วจะทำยังไงดีล่ะ
เราก็ควรที่จะเลิกหวังคำชื่นชมต่างๆ อย่าลืมว่าคำสรรเสริญจัดเป็น 1 ในโลกธรรม 8 ผู้ที่หวั่นไหวกับมันย่อมไม่อาจพ้นจากวังวนของสังสารวัฎไปได้ เราต้องทำใจให้ไม่หวั่นต่อโลกธรรมให้ได้เสียก่อน จากนั้นก็เรียกที่ว่างในใจออกมาด้วยการสงบลมหายใจ กระทำกรรมฐานให้เกิด แล้วที่เหลือกก็คือการศึกษาและทำงาน อันถือเป็นการเดินไปบนมรรคาสู่ความสำเร็จ เพราะเหตุปัจจัยที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายจะเกิดขึ้นมาเรื่อยๆเอง และจะเกิดขึ้นมาในเวลาที่ไม่นานจนเกินไป
สุดท้ายก็ขอให้จำไว้เสมอว่า เราต้องไม่มีใจวอกแวกแส่ส่าย เราจะออกไปจากเส้นทางที่ตั้งใจไม่ได้
(๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๘ ๑๘.๐๑ นาฬิกา)
Monday, October 17, 2005
Life: ความผิดพลาดที่ทำให้ไปไม่ถึงที่สุดของศักยภาพ
- ความพอใจในกาม (sensual indulgence) ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมบทลงโทษเรื่อง "ภิกษุจงใจทำให้อสุจิเคลื่อน" มันถึงเป็นอาบัติหนักได้ พลังงานทางจิตที่สะสมไว้หายหมดเลย แทบจะไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแม้แต่เรื่องเรียนได้อย่างเต็มที่เพร าะพลังงานมีไม่ค่อยพอ
เมื่อมีไม่พอ เราก็จะคิดว่า "พักผ่อนก่อนก็แล้วกัน" พอคิดอย่างนี้แล้วเราก็จะหาอะไรทำที่เป็นสันทนาการแล้วก็ยึดติดกับมันอีกกว่ าพลังงานทางจิตจะฟื้นได้ก็ยิ่งใช้เวลามากกว่าเดิมเข้าไปอีก และนี่แหละที่ทำให้เวลาเราหายไปมากมายเหลือเกิน - มัวแต่ยุ่งเรื่องของชาวบ้าน เ ช่น การอ่านข่าวมากเกินไปการวนเวียนไปอ่านเว็บบอร์ดต่างๆ พอมาลองทบทวนแล้วเราพบว่า แม้แต่ข่าวเราก็ไม่ต้องอ่านทุกวันก็ได้ เราควรจะปล่อยวางข่าวบ้านการเมืองพวกนั้นบ้าง คิดดูก็แล้วกันว่าการทำสมาธินั้นสำคัญกว่าการอ่านข่าวของชาวไทยแน่ แต่เรากลับไม่ได้ทำบ่อยขนาดอ่านข่าวหรือเว็บบอร์ด ดังนั้นถ้าเปลี่ยนเวลาตรงนั้นมาทำสมาธิแทนมันจะดีขนาดไหน
ก ารดูกี ฬาก็เช่นกันถึงจะเป็นเรื่องราวของเพ็นสเตท แต่เมื่อมาคิดดูแล้วเราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากข่าวสารพวกนั้นเท่าไหร่นะ เราอาจจะต้องรู้อะไรบ้างก็จริงแต่ประโยชน์ที่ได้ก็ยังนับว่าไม่ทำให้เราพอใจ ได้ ถ้าอยากอ่าน back issue ของ collegian ก็นี่เลย http://www.collegian.psu.edu/BACK_ISSUES/BACK_ISSUES.ASP
มันมีหน้าแรกเป็นรูปให้ดูแบบ pdf ด้วย ดังนั้นอาทิตย์นึงก็ดูข่างตรงหน้าหนังสือพิมพ์แล้วก็เลือกๆอ่านเอาก็พอเพียงแล้วล่ะ - ไม่ยอมทำงานแบบติดต่อกันแบบ non-stop ม ันสำคัญมากที่เราจะทำงานแบบติดต่อกันนานๆและจดจ่อให้ดีที่สุด เพราะ overhead ในการเปลี่ยนกลับไปมามันสูงมาก ดังนั้นก็ขอให้พยายามทำให้ติดต่อกันมากๆ มีระเบียบวินัยมากขึ้นด้วยนะ
ค งถึงเวลาที่เราจะต้องปล่อยวางจุดประสงค์ทางโลกให้หมดแล้วล่ะ เราไม่เหมาะที่จะอยู่บนสถานะแบบนั้นจริงๆ พวกความสุขทางโลกต่างๆก็คงต้องถึงเวลาที่เราจะต้องเอามันไปทิ้งแล้ว เพราะตัวของความสุขนั่นแหละที่ทำให้เราทุกข์อยู่เสมอ อย่าคิดที่จะเสพสุขเป็นอันขาดเพราะพลังงานทางจิตจะลดลงอย่างมากแล้วเราก็จะท ำงานไม่เสร็จแล้วกลับไปทุกข์ใจอีก ตอนนี้สิ่งที่เราควรทำคือตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพื่อให้จบหน้าที่ทางด้านนี้ให ้เร็วที่สุด การกระทำอื่นใดที่จะขัดต่อจุดมุ่งหมายอันดีนี้่ขอให้ปล่อยวางเสีย
แต ่ข่าวสารบ้านเมืองก็ไม่ควรถูกนำไปทิ้งโดยสิ้นเชิง ก็ขอให้อ่านจากแหล่งอันมีสาระก็แล้วกันนั่นคือ "มติชนสุดสัปดาห์" โดยเฉพาะของนิธิ เอียวศรีวงศ์ (ไม่รู้เขียนถูกรึเปล่า) เขียนได้ดีมากๆ นอกนั้นก็ดู back issue เอาจาก daily collegian ก็แล้วกัน ลองทำดูและให้ทำเฉพาะวันอาทิตย์ ต่อไปนี้ขอให้อดกลั้นใจลองทำดูเพราะไม่เช่นนั้นเราจะมีเวลาไม่พอที่จะทำงานของเราให้เสร็จ
ดูได้ว่าเวลาของเรามีน้อยแค่ไหนได้ที่นี่
http://pinyotae.blogspot.com/2005/10/blog-post.html จริงๆแล้วนอกจากเรียนหนังสือแล้วเราแทบไม่สามารถทำเรื่องอย่างอื่นได้อีกแล้ ว ดังนั้นความทุกข์จากงานที่ไม่เสร็จจึงเกิดขึ้นทันทีที่มีความประมาทเกิดขึ้น
Life: Stairway to Graduation
วันนี้ได้รับ comment คืนมาจากอาจารย์ที่ปรึกษาพบที่ผิดบานตะไท ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของ definition, wording, consistency ในรูปภาพและสมการ และเรื่องการใช้ article (a, an, the) (ฮ่วยพูดไปแล้วจะว่ามันผิดไปซะทุกจุดก็ได้เลยนี่หว่า) ถ้าเราอยากจะเรียนให้จบในระดับปริญญาเอก เราคงไม่สามารถปล่อยความสามารถด้านการเขียนของเราให้มันเป็นอะไรแย่ๆแบบนี้ไ ด้ เราคิดว่าเราต้องเร่ิมฝึกฝนการเขียนให้มากขึ้นกว่านี้ ต้องพยายามนะภิญโญ เธอจะปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปแบบนี้ต่อไปไม่ได้ "ปลาเป็นย่อมว่ายทวนกระแสน้ำ คนเป็นย่อมว่ายทวนกระแสใจ" ถ้าไม่ตั้งมั่นเราจะไปไม่ถึงจุดหมายของชีวิต เราจะชี้นำจิตวิญญาณของผู้คนได้อย่างไรถ้าหากว่าเรายังไม่สามารถฝ่ากระแสใจข องตัวเองได้
พยายามหน่อยนะ ทรัพยากรที่เป็นวัตถุมีครบแล้ว แต่ถ้าหากไม่ใส่ทรัพยากรด้านการกระทำและความตั้งมั่นลงไปเหตุปัจจัยที่จะทำใ ห้งานสำเร็จย่อมมีไม่ครบ แต่ก่อนเราหวังว่าถ้ามีทรัพยากรด้านวัตถุเราจะต้องทำสำเร็จแน่ นั่นเป็นเพราะว่าเรายังไม่ได้มองปัญหาให้ครบถ้วน ในสมัยก่อนเราไม่ได้มองไปที่ตัวของเหตุปัจจัยเลยทำให้เรามักทุ่มไปด้านใดด้า นหนึ่งแล้วก็ไปไม่ถึงจุดหมาย ซึ่งไปไม่ถึงก็เพราะเราแก้ปัญหาผิดทาง คือเราลืมไปว่าเหตุปัจจัยต้องมีครบเสียก่อน อันว่า "เหตุเกิด ผลก็ต้องเกิด เหตุไม่เกิด ผลก็ไม่เกิด" และนั่นคือที่มาของหัวข้อของบล็อกในวันนี้ เราต้องการรู้เหตุปัจจัยที่จะทำให้สำเร็จการศึกษา ซึ่งเราเรียกเหตุปัจจัยนั้นว่า "stairway to graduation"
Stairway to Graduation
ทางด้านทรัพยากรวัตถุ
- การเงิน
โดยปรกติเรามีไม่ขาด จนกว่าจะหมดสัญญาดังนั้นรีบๆเรียนให้จบซะ เวลามันผ่านไปไวเหลือเกิน ความประมาทจะนำพาแต่ความทุกข์ให้เราเท่านั้น เราต้องทุ่มเทพลังตลอดไม่งั้นเราคงเอาตัวไม่รอดภายในเวลาที่กำหนดได้ เอ้า สู้ต่อไปนะ
- คอมพิวเตอร์
อาจจะติดขัดนิดหน่อยเพราะเครื่องที่เร็วพอในแล็บอาจจะมีไม่ครบ แต่ถ้าเราไปทำงานที่แล็บเป็นประจำและมีผลงาน เชื่อได้เลยว่า Dr. Higgins ต้องซื้อมาเพิ่มอีกเครื่องหนึ่งเป็นแม่นมั่น ดังนั้นเราก็ต้องพยายามต่อไป และก็ควรจะอดออมเงินไว้ใช้ในอีกทางหนึ่งด้วย
อย่างไรก็ตามเราจะไม่ซื้อเครื่องคอมใหม่เป็นอันขาด ตราบใดที่วินโดวส์ยังมองเห็นแรมได้แค่ 3GB เพราะคิดว่าเมื่อมาเจอกับความมือเติบเรื่องเมมโมรีของเรา มันคงหมดไปอย่างรวดเร็ว อ้อเรารอ CPU แบบประหยัดพลังงานอยู่นะ เพราะคิดว่าต่้อไปคงต้องคิดเรื่องนี้กันบ้าง และนี้คงจะเป็นเครืองคอมเครื่องสุดท้ายที่เราจะซื้อก่อนจบการศึกษา
- หนังสือ
มีครบแน่ๆเพราะทาง กพ ให้เงินเรามาเพียงพอต่อความต้องการ เรามีมากกว่าที่เราจำเป็นจะต้องใช้ด้วยซ้ำ เหลือแต่ว่าเราไม่ยอมอ่านเองนั่นแหละ
ทางด้านทรัพยากรความรู้
- คณิตศาสตร์พื้นฐาน
- Linear Algebra
- Vector Calculus
- Probability and Statistics
- Differential Equation
คงจะเห็นกันชัดๆแล้วใช่มั้ย ว่าเรายังมีไม่ครบเลยสักอัน ดังนั้นเรื่องที่จะเรียนจบง่ายๆน่ะเลิกคิดได้เลยตราบใดที่ปัญหาพวกนี้ยังอยู ่กับเรา
- ด้านการประยุกต์ใช้ในเชิงวิศวกรรม
- Image Processing Theories and Filter Usage
- Model Fitting and Optimization Theory
ถ้ามาลองสังเกตดูก็จะพบอีกเช่นกันว่าจริงๆแล้วเราไม่ค่อยรู้จักเทคนิคการใช้ พวกฟิลเตอร์เลย เราไม่ค่อยรู้จักคุณสมบัติมันทำให้หยิบใช้ไม่ค่อยถูก ส่วน Optimization theory นี่แทบไม่มีอะไรอยู่ในหัวของเราเลยนะเนี่ย ถ้าต้องใช้จริงจังนี่เรียกได้เลยว่าไม่น่าจะเอาตัวรอดไปได้
- Image Processing Theories and Filter Usage
- ด้านความรอบรู้ในงานวิจัย
ในขณะที่เราทำงานของเรา เราก็ควรจะรู้จักเทคนิคของคนอื่นๆด้วย เพื่อที่จะทำให้เราได้รู้ว่าเราจะสามารถนำของต่างๆมารวมกันให้มีผลลัพธ์ที่ด ีขึ้นได้หรือไม่ หรือว่ามีเทคนิคอื่นที่ดีกว่าที่เราทำอยู่หรือเปล่า ของพวกนี้ถ้าไม่รู้ก็อาจจะไปผิดทาง ทำงานวิจัยที่ไม่เข้าท่าออกมาได้
แน่นอนเราไม่มีอะไรสักอย่างเลย แล้วแบบนี้จะทำตัวเหยาะแหยะอยู่ได้อย่างไร เอ้าพยายามต่อไปอีกนะ การหยุดพักคือทางสู่ความเกียจคร้านของเราโดยแท้
ทางด้านความชำนาญ
- ความสามารถในการเขียนภาษา C++
อุเหม่ เราก็ยังไม่เก่งอยู่ดีนั่นแหละ เราว่าจะทำ code-segment library ให้เป็นรูปเป็นร่างแต่ก็ไม่ได้ทำสักที ไม่ใช่ว่าเราไม่มีเวลาหรอก แต่ว่าเราแย่เกินไปที่จะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ต่างหาก เรามีอะไรที่ต้องศึกษาอีกมากจริงๆ
- ความสามารถในการออกแบบโปรแกรมให้มีความยืดหยุ่นรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย
สำหรับข้อสองกับข้อสาม พวกนี้ต้องมานั่งทบทวนกันหใหม่ให้จริงๆจังๆแล้วล่ะ ไม่งั้นคงไม่รอดเป็นแม่นมั่น ประสิทธิภาพในการสร้างผลงานซอฟต์แวร์อยู่ที่ข้อสองกับข้อสามนี่แหละ
- ความสามารถในการออกแบบการทดลองเพื่อวัดผล
ดูคอมเมนต์ข้อสองได้เลยนะ เราต้องทบทวนเรื่องนี้ให้หนัก และหันมาทำทุกอย่างอย่างเป็นระบบ
ทางด้านบุคคล
- อาจารย์ที่ปรึกษา
นี่เรียกได้เลยว่าเป็นปัจจัยเดียวที่เรารู้สึกว่าเราได้ของที่ดีที่สุดมา แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวของเรา เรากลับทำไม่ดีเลย ให้ตายเหอะ
- คณะกรรมการวิทยานิพนธ์
ถ้าเป็นตอนปริญญาโทนี้คิดว่าเราคงไม่มีปัญหาแล้วล่ะ แต่ตอนเอกก็คิดมาให้ดีๆร่วมกับอาจารย์นี่แหละ ไม่น่าจะเป็นปัญหา
- เพื่อนร่วมงาน
มาลองดูดีๆ เราพบว่าคนรอบตัวที่เราเจอในแล็บมันช่างดีเสียนี่กระไร กลายเป็นว่าเราเป็นคนที่แย่ที่สุดแล้วนะ สรุึปก็คือจริงๆแล้วของพวกนี้แทบไม่เป็นปัญหาอะไรกับเราเลยนะ
- เพื่อนอื่นๆที่อยู่รอบๆตัวเรา
ถ้าเป็นชาวไทยก็อาจจะเป็นปัญหานิดหน่อย แต่เราพบว่าตอนนี้เค้าก็เข้าใจแล้วว่าเราอยากใช้เวลาทำงานมากๆและก็ไม่ค่อยม ายุ่งกับเราแล้ว ดังนั้นต้องใช้เวลาช่วงนี้แหละจัดการงานทุกอย่างให้เสร็จ แล้วก็ศึกษาต่อไปว่าเราต้องวางตัวอย่างไรจึงจะทำให้ความสัมพันธ์ดีๆยังอยู่ไ ด้และไม่เป็นภาระกับเรา (จะว่าไปจิตวิญญาณที่อยากช่วยคนอื่นของเรามันแรงจริงๆ ขนาดตอนนี้ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าพวกนั้นเกิดมีปัญหาขึ้นมาเราจะช่วยพวกเค้าได้ อย่างไร ภายใต้ระยะห่างขนาดนี้)
ทางด้านภาษาและการติดต่อสื่อสาร
- ความสามารถในการเขียนเรื่องเชิงวิชาการ
เราพบว่าฝีมือเราห่วยแตกบรรลัย แต่ก็ไม่น่าแปลกเพราะว่าธีสิสที่เขียนไปนั้นใช้เวลาถือว่าน้อยแล้วเราก็ไม่ไ ด้มาอ่านตรวจทานเท่าไหร่เลยว่ามันดีแล้วหรือไม่ เราต้องมาทำการอ่านและศึกษาเรื่องเหล่านี้อย่างจริงๆจังๆแล้ว และคงต้องทุ่มเทให้สามารถทำให้ดีๆได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
การอ่านซ้ำและแก้ไขเป็นเรื่องทีสำคัญมากๆ เพราะขนาดที่เขียนเป็นภาษาไทยตอนนี้ เรายังพบเลยว่า เราจะเขียนได้ดีกว่านี้ถ้าหากเรามาอ่านซ้ำแล้วปรับปรุงใหม่ ดังนั้นพอเป็นภาษาอังกฤษ เรายิ่งต้องทำการทบทวน โอ้ชีวิตแท้จริงมันยากเย็นเหลือเกิน
- ความสามารถในการพูดและฟังเพื่อติดต่อสื่อสารให้ง่ายยิ่งขึ้น
อุตส่าห์ซื้อหนังสือพร้อม CD ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดมาแล้ว ดังนั้นต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่นะ หนังสือ "The American Accent Guide" ของ Beverly Lujan นี่ท่าทางจะดีมากๆแล้วล่ะ หาเวลามาอ่าน ฟัง และ พูดให้ได้ก็พอ
- ความเป็นธรรมชาติ
คงอยู่ที่การฝึกฝนและการดูจากหนังแล้วล่ะมั้ง
- ความถูกต้อง (ไวยากรณ์ต่างๆ)
ต้องทำอย่างเป็นระบบ ศึกษาได้จากตัวอย่างของหนังสือเฮียหงวน เราน่าจะลองมาทำเป็น electronic file กันดูหน่อยนะ วิจารณ์กันแบบประโยคต่อประโยค เพื่อให้จัดหมวดหมู่ต่างๆได้ง่าย แต่ไม่ควรทำใส่บล็อกเพราะมันอาจจะจมธรณีได้ง่าย ควรจะเซฟไฟล์ใส่ไว้ใน gmail แทน อาจจะทำให้ใส่ word หรือ html/xml แทน แต่คิดว่า word น่ะดีแล้วจะได้ไม่ต้องศึกษาอะไรเพิ่มมาก ง่ายดีและไม่ออกนอกประเด็น
อันนี้เป็นการศึกษาในเชิงของประโยคเดี่ยวหรือสองสามประโยคเท่านั้น เพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานของาการเขียนประโยคที่ถูกต้องและได้ใจความ
- การจัดเรียงเนื้อหาให้สมบูรณ์ อ่านง่าย ไหลลื่น
หลังจากทำข้อสี่ได้สักระยะหนึ่ง เราก็ต้องทำการจัดการเรียงของต่างๆเข้าด้วยกันให้เนื้อหามันดูดี ไม่ควรจะมีคอมเมนต์กลับมาว่า 'Put it in more sensible location' อย่างวันนี้ เราอาจจะเขียนถูกแล้ว แต่กลับไม่สามารถจัดวางในที่ที่ทำให้เนื้อหาประติดประต่อไหลไปอย่างราบลื่นไ ด้
ทางด้านจิตวิญญาณ
เรียกได้เลยว่ามันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะทำงานให้สำเร็จ
- ความมีระเบียบวินัย
อย่างในบล็อก http://pinyotae.blogspot.com/2005/10/life.html เราบอกว่าจะอ่านข่าวเฉพาะตอนวันอาทิตย์ เราก็ต้องทำเฉพาะวันอาทิตย์จริงๆ เพราะถ้าผิดพลาดไประงับความอยากรู้เรื่องของชาวบ้านไม่อยู่ ม้ันก็จะเริ่มผิดพลาดต่อๆไปเหมือนกับโดมโนที่จะล้มมาต่อๆกันเรื่อยๆ
จำไว้ให้ดีเลยว่าความผิดพลาดที่ยุ่งยากของเรามันเริ่มมาจากความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆของเรา
- ความมั่นคงและความตั้งมั่นทางจิตใจ
เราจะต้องไม่วอกแวกออกจากงานที่ทำ และเราจะต้องมั่นคงพอที่จะต้านการรับความสุขจากการนอน และความพอใจในกามได้ ถ้าเราไม่ตั้งมั่นพอก็จะเกิดความประมาท เมื่อเกิดความประมาทก็จะเกิดความผิดพลาดเล็กน้อยขึ้น เมื่่อเกิดความผิดพลาดเล็กน้อยขึ้นมันก็จะล้มต่อๆกันไป ยากที่จะหาจุดสิ้นสุดได้
- ความจดจ่อที่ได้ดุลระหว่างตัวอักษรและความเข้าใจ
เวลาอ่านหนังสือ ในขณะที่เราจดจ่อกับข้อความ เราก็ต้องจดจ่อกับความหมายของข้อความด้วย หลายครั้งที่เราไม่ทำให้เกิดความได้ดุลขึ้น ทำให้อ่านแล้วไม่เข้าหัว (จดจ่อกับตัวอักษรมากเกินไป) หรือ อ่านแล้วใจเตลิดออกไปยังกิ่งก้านสาขาของความรู้มากเกินไป (จดจ่อกับความเข้าใจและเกิดการแตกแขนงของความรู้ไปแบบไม่รู้จบ แต่ไม่เข้าประเด็นของเรื่องที่เรียนอยู่)
- ความไม่ประมาท
อย่าได้คิดว่า "พักผ่อนก่อนแล้วค่อยมาทำงาน" อะไรทำนองเนี้ย เพราะว่าเราทำอย่างนี้มาหลายทีแล้ว แล้วก็พบว่าซวยตลอด มันเป็นความผิดพลาดแบบโดมีโนล้มจริงๆ เราต้องตั้งใจเดินให้ถูกทาง ถูกท่า ถูกวิธี ในทุกๆรายละเอียดจะต้องถูกต้องหมด ถ ้าเราคิดว่าการกระทำของเรามันมีอะไรที่ขัดแย้งกันกับทางสู่เป้าหมายสูงสุดแล ้วล่ะก็ จำไว้เลยว่าเรากำลังจะล้ม เพราะความขัดแย้งนั้นเหมือนกับการที่ขาเราขัดกันนั่นเอง
ดังนั้นสังเกตให้ดีๆ อย่าให้ผิดแม้แต่อะไรที่เล็กๆน้อย เพราะความประมาทเพียงเล็กน้อยสำหรับคนอย่างเรามันคือจุัดเริ่มแห่งความยุ่งย ากทั้งมวล
ทางด้านเวลา
- ปริมาณเวลาที่ต้องใช้
เราประมาทเรื่องนี้อยู่เสมอเลย เราเป็นคนที่ทำงานช้าและไม่ค่อยต่อเนื่องทำให้เวลาที่ต้องใช้มากกว่าคนอื่นแ บบผิดปรกติ ดังนั้นเราจะต้องทำใจตรงนี้แล้วยึดหลักไม่ประมาท ไม่งั้นสิบปีก็ไม่พอแน่นอน
- การจัดสรรเวลาที่เหมาะสม
เราจะต้องมั่นใจว่าในวันหนึ่งๆ เราทำงานหลักโดยใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหกชั่วโมงเสมอ และเนื่องจากเห็นแล้วว่าพวกความรู้ที่เราขาดไปมันมากกว่าที่เราเคยรู้สึกตัว มากนัก ดังนั้นเราจะต้องฝึกฝนพวกนั้นอย่างน้อยวันละสองชั่วโมง ไม่งั้นก็อย่างที่รู้กัน "ไปไม่รอดแน่นอน"
- ช่วงการใช้เวลาที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด
เพราะอย่างไรงานหลักก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราจะต้องเริ่มต้นทุกๆวันด้วยเรื่องของงานหลักเสมอ เราจะไม่เริ่มต้นด้วยเรื่องของการอ่านข่าว หรือ งานรองเป็นอันขาด เราจะต้องเริ่มจากเรื่องที่ยุ่งยากที่สุดแทนที่จะเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด เหตุผลก็คือเรื่องที่ยากที่สุดมีความไม่แน่นอนที่สุดและเราต้องทำจนเราเห็นท างสู่ความแน่นอนขึ้นมา
เป็นของที่ต้องสอบให้ผ่าน ถ้าไม่ผ่านก็จะโดนไล่ออก ประมาทไม่ได้เลย ยังไงๆเราก็ต้องทำการฝึกฝนอยู่ตลอด ยิ่งผ่านเร็วยิ่งดี ถ้างั้นทำไมไม่ให้ผ่านที่เทอมที่จะถึงนี้เลยล่ะ จัดการให้เสร็จที่เทอม Spring 2006 ได้เลยนะ จะเริ่มอย่างจริงจัึงตอน Thanks giving นี่แหละ
ทางด้านความยากของหัวข้อวิจัย
อ ันนี้เป็นปัจจัยที่เรียกได้เลยว่ามีความไม่แน่นอนเป็นที่สุด เราไม่สามารถดูออกได้เลยว่าจริงๆแล้วมันยากหรือง่ายกันแน่เพราะว่าเราอาจจะข าดความรู้ความชำนาญหรือว่าเราเลือกวิธีที่ผิดพลาดมาใช้งานก็เป็นได้
สรุป
เ ห็นแล้วใช่ไหมว่าปัจจัยที่จะทำให้เรียนจบได้ไม่ใช่มีน้อยๆนี่ขนาดยังไม่รวมพ วกรายละเอียดเช่นสุขภาพเข้าไปด้วยนะ ถ้าสังเกตดูให้ดีๆเราจะพบว่าเรายังบกพร่องอยู่หลายอย่าง ด้วยเหตุนี้เองเราพูดได้คำเดียวเลยว่าถ้าหากเราไม่ทำอะไรสักอย่างมีหวังไม่จ บกันพอดี เมื่อเห็นเป็นอย่างนี้บล็อกนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญห าอย่างเป็นระบบ สำหรับในเวลานี้ความตั้งมั่นและทุ่มเทให้กับงานหลักคือสิ่งที่เป็นปัญหามากท ี่สุด ระเบียบวินัย และ ความไม่ประมาทจะต้องถูกสร้างขึ้นมาให้สมบูรณ์ก่อนเสมอ พร้อมๆกับการแบ่งเวลาไปศึกษาเรื่องที่เป็นเหตุปัจจัยสู่การเรียนจบอยู่เรื่อ ยๆอย่างไม่ย่อท้อ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นเองเมื่ือเหตุปัจจัยต่างๆมีครบ และจะไม่มีทางเกิดขึ้นหากเหตุปัจจัยที่จำเป็นยังเกิดขึ้นไม่ครบ
ป.ล.
ยิ่งนานเรายิ่งรู้สึกเคารพคำพูดของพระพุทธเจ้าที่กล่าวไว้กับ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ที่ว่า
"เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมของตถาคตกล่าวไว้ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรรมจรรย์ เพื่อให้ถึงความสิ้นสุดแห่งทุกข์เถิด" คำกล่าวของพระพุทธองค์มันยอดเยี่ยมเหลือเกิน ถ้าไม่ประพฤติพรรมจรรย์เราไปไม่ถึงความสิ้นสุดแห่งทุกข์แน่ๆ เราต้องยอมทิ้งความสุขทางโลกไปเสียแล้วล่ะ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเราคงไม่อาจไปถึงเป้าหมายของชีวิตของเราได้ (Oct 17, 2005 4.30am)
ป.อ.
หนทางชีวิตยังยาวไกลเหลือเกิน แต่เราก็พบว่าเรายังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงดาวไม่เคยออกไปได้เลยแฮะ ตอนที่อ่านเรื่องทำนายประจำปีจาก astrology.com เค้าบอกว่า "ปีนี้เป็นปีแห่งการศึกษาของเรา แต่ไม่ได้ทำไปเพราะความชอบ แต่ทำไปเพื่อให้สำเร็จการศึกษา" โอ้ มันช่างพูดได้ถูกต้องมากมายเสียนี่กระไร แสดงว่าทั้งความดีและความเลวที่เราทำผ่านๆมา คงแทบไม่มีอันไหนเป็นกรรมหนักๆให้เราเปลี่ยนชีวิตในภพชาตินี้ได้เลยสินะ
ป.ฮ.
เรื่องที่ต้องศึกษาที่เขียนไว้ข้างบนหนักพอแล้ว ตอนนี้ไอ้ความคิดที่จะหางานทำหรือศึกษาการเขียนภาษาจาวาให้มันจ๊าบๆหน่อยหรื อว่าเรื่องเล่นกีฬานี่คงต้องเลิกคิดกันได้แล้วนะ แค่รู้จักออกกำลังกายบ้างก็พอแล้ว ไม่อย่างนั้นเราคงเอาตัวไม่รอดแน่นอน พึ่งจะรู้ตัวว่าเรากำลังจะไม่รอดก็วันนี้แหละ โชคยังดีที่เรายังไหวตัวทัน คงพอจะมีเวลาเตรียมตัวก่อนความทุกข์จะมาถึงได้บ้าง
อืม หนทางอีกยาวไกลสู้ต่อไป ภิญโญ แท้ประสาทสิทธิ์
(Oct 17, 2005 8.15 am ใช้เวลาเขียนบล็อกนี้นานมากจริงๆ เขียนมาตั้งแต่ตีสี่)
Saturday, October 08, 2005
งานที่ต้องทำในช่วงนี้
(ที่เขียนชึ้นมาก็เพื่อให้เราสามารถจัดสรรเวลาให้ได้อย่างถูกต้องมากขึ้นน่ะนะ)
Major:
1. Thesis writing
2. (Done-Oct 11, 2005) Abstract for CSE530
3. ฝึก vector calculus ให้มากขึ้น
Minor:
1. (Done-Oct 9, 2005) ส่งเปเปอร์ไปหาสมพล
2. (Done-Oct 9, 2005) โทรไปหาเตี๊ยงเซ็ง (ส่งเมล์เอกสารไปแล้วด้วย)
3. (Done-Oct 11, 2005) ทำความสะอาดห้อง
4. (Done-Oct 17, 2005) เขียนเรื่องเกี่ยวกับการสะสมความรู้และประสบการณ์ในชีวิต
5. (Done-Oct 15, 2005) แก้อีเมล์คุณบุตรนาคและ upload ข้อมูลใหม่ขึ้นเว็บ
Long Term:
1. ฝึกฝนสมาธิ
2. ฝึกฝนการเขียนภาษาอังกฤษ
3. ฝึกฝนการฟังและพูดภาษาอังกฤษ
4. เตรียมสอบ Candidacy Exam
เ ราพึ่งสังเกตว่าเดี๋ยวนี้เราทำงานไม่ค่อยสำเร็จเพราะว่าเราไม่เคยกะเลยว่าง านแต่ละอันต้องใช้เวลาเท่าไหร่ และเรามีเวลาเท่าไหร่ ดังนั้นต้องมาเริ่มวางแผนกันก่อน
เริ่มด้วยการคิดสมมติว่าเราอยู่ตอน ม.ปลายก่อน เพราะนั่นเป็นช่วงเวลาที่ไม่เคยเรียนแล้วรู้สึกว่ามันน่าอึดอัดอะไรทั้งสิ้น แสดงว่าเวลาที่ใช้น่าจะเพียงพอและไม่มากเกินไป
ปรกติเราจะเริ่มเรียน ตอน 8.30am และเลิก 3.30pm ลบพักเีที่ยงออกไปก็จะเป็นว่าเราอยู่ในโรงเรียนวันละ 6 ชั่วโมง จากนั้นเราไปเรียนพิเศษอีกวันละ 4 ชั่วโมง แสดงว่าทำงานวันละ 10 ชั่วโมง เรามีความสม่ำเสมอมากทำให้ทุกอย่างมันลุล่วงไปได้ เราเองในตอนนี้ก็คงต้องทำเช่นนั้น
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาปนก็คือ ในขณะนี้เรามี factor ที่มาเกี่ยวข้องเพิ่มก็คือการไปซื้อของซึ่งต้องรอเวลาจากคนอื่น ทำให้จัดการเวลาไม่ค่อยได้ดีนัก นอกจากนี้ยังมีเรื่องโปรแกรมการทำสมาธิด้วย ดังนั้นมาดูกันก่อนดีกว่าว่าเราใช้เวลาไปขนาดไหนบ้างกับพวกกิจกรรมเสริม
1. ทำสมาธิวันธรรมดา ใช้ประมาณ 2.30 ชั่วโมง
2. ทำสมาธิวันอาทิตย์ ใช้ประมาณ 3.00 ชั่วโมง
3. ฝึกฝนการเขียน 1.30 ชั่วโมง
4. ฝีกฝนการฟังและพูด 1.30 ชั่วโมง
5. เตรียมสอบ 2.30 ชั่วโมง
ส ่วนกิจกรรมหลัก เราตั้งไว้แล้วว่าต้องทำวันละ 6 ชั่วโมง (เวลาตามโรงเรียน) และต้องทำสัปดาห์ละ 6 วัน ดังนั้นถ้าเราตื่นวันละ 14 ชั่วโมง เราก็จะมีเวลาสำหรับอาบน้ำ กินข้าว อ่านข่าว ออกกำลังกายอีกวันละ 4 ชั่วโมง เราต้องเคร่งครัดมากสำหรับเวลาอ่านข่าวเพราะเราชอบอ่านนานเหลือเกิน ต้องตั้งไว้ไม่เกิน 30 นาที เราอุตส่าห์ซื้อ stop watch มา ดังนั้นต้องเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์นะ
อ๊ะ ยังมีพวกงานกลุ่ม minor อยู่ พวกนี้แหละที่จัดการยาก เราจะใช้เวลากลุ่ม long term มาจัดการ โดยจะจำกัดเวลาให้อยู่ภายใน 1 ชั่วโมงสำหรับเรื่องทั่วๆไปที่ไม่ใช่ทำความสะอาด ส่วนทำความสะอาดตั้งไว้ที่ 1.30 ชั่วโมง และวันหนึ่งๆจะทำไม่เกิดหนึ่งเรื่อง
เอ้า จะโพสต์แล้วนะ จะได้มาตรวจอีกทีว่าเราจะทำได้ดีแค่ไหน
Monday Oct 10, 2005 1.21am
- ท ำเรื่อง abstract ก้าวหน้าพอสมควร แต่ต้องรอฟังคำตอบจากอาจารย์อยู่ (ได้เมล์ตอบมาว่ามีคนเอาหัวข้อนั้นไปแล้ว เสียดายเหมือนกัน ตอนนี้เลยเปลี่ยนมาเป็นเรื่อ Internet and Proxy Caching แล้ว แห้วแบบนี้เสียเวลาเปล่าจริงๆ ที่จริงแล้วแค่่ส่งเมล์ไปบอกว่าจะเอาเค้าก็ตอบรับแล้วล่ะ ไม่ต้องศึกษาอะไรมาก่อนทั้งสิ้น ความเสียเปล่าตรงนี้มันเกิดจากกระบวนการคิดและการลงมือที่ชักช้าของเราเอง เฮ้อ)
- จัดการเรื่องเปเปอร์ที่ต้องส่งให้สมพลไปได้เกือบหมดแล้ว เหลือแต่ที่เป็นแบบฮาร์ดก็อปปี้
- จัดการเรื่องบทความสมาธิที่ต้องเตี๊ยงเซ็งไปได้หมดแล้ว
- ในวันนี้ทำงานหลักไปได้แค่ 5 ชั่วโมงเอง
- ท ำ Thesis ไปก้าวหน้าขึ้นมาก ถึงแม้จะยังไม่มีประสิทธิภาพ แต่เราก็สามารถใช้เวลากับมันได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้น ในวันหนึ่งๆ เราสามารถอยู่กับมันได้ถึง 8 ชั่วโมงแล้ว จริงๆแล้ววันนี้ทำไป 9 ชั่วโมงเพื่อชดเชยเมื่อวานที่ขาดหายไปจากเป้าหมายประมาณ 1 ชั่วโมง
- ว ันนี้ทำความสะอาดห้องกับ living area ไป ใช้เวลารวม 45 นาที (สังเกตดัวยนะว่าตอนนี้ เรามีการตรวจสอบเวลาของ minor activity เข้ามาร่วมด้วยแล้ว)
- วันนี้ไปออกกำลังกายมาด้วย เราพบว่า bicep เราอ่อนแรงไปเยอะเหลือเกิน กล้ามเนื้ออื่นๆก็พลอยอ่อนแรงไปด้วย เพราะไม่ได้ออกกำัลังกายจริงจังมานานมาก เดือนนึงแค่สองครั้งเอง สำหรับเวลาที่ใช้ก็คือ 1 ชั่วโมงกับ 45 นาที (เดินไปกลับใช้เวลาประมาณ 45 นาที ออกกำลังกายอีก 45 นาที)
- ตอนนี้ยังไม่ได้ฝึกสมาธิที่บ้านขอ งตัวเองเลย แต่ก็เตือนสติให้ควบคุมลมหายใจของตัวเองอยู่บ่อยๆอยู่ อาจจะยังไม่ได้ฝึกที่บ้านไปสักหนึ่งสัปดาห์เพราะเราต้องการทำงานในฐานะนักเร ียนให้ดีก่อน เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความกังวลในขณะทำสมาธิ
- เ มื่อตอนคืนวันพุธและตอนกลางวันของวันพฤหัสก็ทำงานรวมเวลาได้ดังนี้ (ไม่รวมเวลาที่ใช้ไปกับ meeting ถึงแม้ว่าจะเป็นการใช้เวลาที่เรียกได้ว่ามีประโยชน์มากๆก็ตามที)
- ท ำเรื่อง project proposal ของ CSE530 ใช้เวลาไปประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งเราพบว่า การที่เราจะหาหัวข้อดีๆได้ก็ไม่ง่ายนัก และจะหา paper ที่มาสนับสนุนก็ไม่ง่ายเช่นกัน หัวข้อที่ไม่ฮอตจะมีจุดเริ่มต้นที่ยากกว่า
- ไ ปเรียนและอ่านสอบ quiz ตอนเช้าใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง นี่คงเป็น quiz ที่แย่ที่สุดเท่าที่เราเคยทำมาเลยนะเนี่ย เราพบว่าเวลาที่ใช้ในการอ่านแค่ 30 นาทีไม่มีวันพอแน่นอน ต่อไปนี้ถ้าจะแสวงหาคะแนนเต็ม เราคงต้องใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง และเราคิดว่าเราต้องทำ
- ทำการบ้านและเรียน vector calculus ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง
อ ้อ วันนี้ไปพบ Dr. Collins ด้วย เค้าดูท่าทางเป็นมิตรมากเลย ตอนนี้เราก็ได้ committee มาแล้วเหลือแค่จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วก็ลุย
- บทเ รียนที่สำคัญที่เรารับรู้ในวันนี้ก็คือ อย่าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านมากโดยไม่จำเป็น อยู่เงียบๆตั้งใจทำงานไปน่ะดีแล้ว เราในตอนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมาก เรื่องของชาวบ้านจะทำให้ใจของเราเปลื้อนเปล่าๆ
- รู้ สึกว่าไม่ได้ทำสมาธิแล้วกิเลสครอบงำจิตได้ง่ายนะ แต่โชคดีที่ช่วงนี้กินเนื้อน้่อยมากๆเราก็เลยรอดตัวไปได้ คิดว่าต่อไปคงต้องกินเจจริงๆแล้วเพราะไม่งั้นจะเข้าสมาธิลำบากมากขึ้น
- เ ท่าที่ติดตามดูพบว่า เราคงต้องขยันทุกวัน เพราะในวันหนึ่งๆเราก็มีความด้อยประสิทธิภาพ (Inefficiency) อยู่สูงมาก ถึงแม้จะทำๆไปเรื่อยๆทุกวัน จากการสังเกตก็พบว่าเวลาทำงานของเราจะเหมือนกับว่าหายไปหนึ่งวันโดยอัตโนมัต ิเพราะความด้อยประสิทธิภาพนั่นเอง ดังนั้นถ้าหากมีวันหยุดหนึ่งวันก็จะกลายเป็นว่าเราทำเวลาหายไปสองวัน ซึ่งจะทำให้เวลาทำงานของเราไม่พอ
สรุป ไม่ต้องไปหาวันหยุดหรอก เพราะที่ใช้ชีวิตอยู่นี่ก็มีความสบายใจเหมือนกับเป็นวันหยุดทุกวันอยู่แล้ว
Thursday, September 29, 2005
Math: Distance between two lines
Objective: Given two straight lines in 3D:
-
line 1: r = a + t*b
-
line 2: r = p +s*q
Show that the distance between those two lines are |(a - p).u|
where u is a unit vector given by b x q / |b x q|.
- Finding direction of the line segment
- Finding the length of the line segment that bridge line 1 and 2
To find the length, scalar projection can be applied. If we know a vector that bridges the two lines (in this case it is a - p), we can find the distance between those two lines by calculating scalar projection on the perpendicular vector. Remember that the distance is actually |a - p| cos theta where theta is an angle between (a - p) and the perpendicular vector.
The scalar projection is |a - p|cos theta = | (a - p) . (b x q) | / | b x q| = | (a - p) . u|.
Q.E.D.
Monday, September 26, 2005
Misc: แค่เก็บลิงค์ของเรื่องที่จะมาอ่าน
Life: จะผ่าวิกฤติการเรียนการสอนในไทย
๑ บล็อกของชานนท์ ซึ่งลิงค์ไปถึงเรื่องอันน่าสนใจคือ http://www.stickmanbangkok.com/Reader/reader1363.htm
๒ ข่าวเกี่ยวกับการผลิตครู http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9480000131380
ทำให้เราพบว่าตอนนี้สถานะการณ์ด้านการศึกษาไทยอยู่ในขั้นวิกฤติ ในด้านบุคคลเราบกพร่องทั้งสองด้านเลยคือ ตัวผู้เรียนที่ดูเหมือนว่าจะขาดทั้งระเบียบและทรรศนะคติที่ดีต่อการเรียนของตนเอง และตัวผู้สอนที่ดูเหมือนว่าจะขาดความเห็นที่ถูกต้องและกำลังใจที่จะฟันฝ่าปัญหาต่างๆด้านการสอนของตัวเองไปให้ได้
เราต้องหาจุดเริ่มที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีให้ได้ สำหรับความบกพร่องในด้านตัวผู้เรียนเราคงไม่สามารถที่จะเริ่มทำการเปลี่ยนที่นั่นได้ เพราะกลุ่มชนพวกนั้นผู้เป็นเหมือนโมฆะบุรุษที่ไม่สามารถจะเปลี่ยนได้ด้วยการอบรมระยะสั้น
แต่ในขณะเดียวกันทางด้านครู แม้เราจะสามารถทำให้พวกเค้ามีจิตวิญญาณของความเป็นครูขึ้นมาได้ แต่พวกเค้ากลับไม่แข็งแกร่งพอที่จะรักษาจิตวิญญาณนั้นได้นานเมื่อเค้าถูกกระทบกับเครื่องบั่นทอนกำลังใจในโลกภายนอก อันได้แก่ตัวอย่างต่อไปนี้
๑. รายได้ที่ค่อนข้างจะน้อย โดยเฉพาะสำหรับผู้สอนที่เก่งๆ
๒. ไม่สามารถตอบสนอง ego ของผู้ที่ปรารถนาความโดดเด่นในทางวัตถุได้ (ผลต่อเนื่องจากข้อที่หนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะสำคัญกับคนรุ่นปัจจุบันค่อนข้างมาก)
๓. ความไม่ใส่ใจในของผู้เรียน ที่ทำให้ผู้สอนรู้สึกสับสนและหมดกำลังใจที่จะเตรียมตัวมาทำการสอน พร้อมๆหมดกำลังใจที่จะทำให้ทุกอย่างดูดีขึ้น เพราะอนาคตที่ดีขึ้นในด้านความเป็นครูมันช่างมืดมนเสียเหลือเกิน
๔. แม้กระทั่งผลตอบแทนด้านความยอมรับจากสังคมรอบด้านก็แทบจะไม่มี การประกาศเกียรติคุณของอาจารย์ช่างดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจจากคนรอบด้านเสียนี่กระไร
เมื่อมามองย้อนไปถึงตัวอย่างที่เป็นการบั่นทอนจิตวิญญาณของความเป็นครูทั่วๆไปทำให้เราคิดว่าสังคมไทยเราคงไปไม่รอดแล้วแน่ เพราะคนทั่วไปมองการณ์ใกล้ และแสวงหาความสุขที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนทางจิตวิญญาณในระยะยาว พวกเค้าย่อมเลือกที่จะยอมแพ้เพราะไม่อาจทนต่อความผิดหวังที่ซ้ำซากได้ อันคนเราเมื่อมีความหวังแต่ไม่สามารถทำความหวังให้เป็นจริงๆได้ก็ย่อมเกิดความย่อท้อ และละทิ้งตนจากความเพียร เมื่อทิ้งตนจากความเพียรไป พวกเค้าก็จะได้รับผลของความเกียจคร้านนั้น นั่นคือถูกกลืนเข้าไปกับกลุ่มชนพวกที่ไร้จิตวิญญาณไปแล้ว ขอเรียกกลุ่มชนนั้นว่า The lost souls ซึ่งหมายถึงกลุ่มชนที่เคยมีจิตวิญญาณแต่ก็ต้องสูญเสียมันไป
ไทยเราต้องการอะไรล่ะในตอนนี้ คำตอบก็คือเราต้องการเสาหลักอันเข้มแข็ง (Pillar of Strength) ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ดีให้กับเราได้
ถ้างั้นเรา(หมายถึงร่างกายและจิตใจของผู้เขียน)จะเริ่มจากไหนดีล่ะ? คำตอบนั้นง่ายนิดเดียวนั่นก็คือ เริ่มจากตัวของเราเอง เราจะต้องฟันฝ่าจุดนี้ไปให้ได้ เพราะเรารู้ตัวของเราดีว่าเราคือ "ผู้ที่เดินทางไกล" เราจะเดินทางไปไกลและฟากฝั่งที่มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาจะไปถึงได้ เราจึงได้คัดเลือกเฉพาะสิ่งที่สำคัญๆติดตัวเราไว้เท่านั้น เราได้ละทิ้งความถือตนที่มีขนาดใหญ่ ถือไว้เพียงความสมถะและความอ่อนน้อมที่มีขนาดเล็ก ความถือตนไม่เหมาะกับคนที่จะเดินทางไกลเพราะมันจะทำให้เราเกิดความไม่พึงใจที่จะเดินบนทางอันปราศจากการปรุงแต่งแต่บริบูรณ์ด้วยความหมายแห่งชีวิต ข้อนี้ย่อมทำให้เรารอดพ้นจากอันตรายต่อวิญญาณด้วยเครื่องบั่นทอนกำลังใจที่ ๑ ๒ และ ๔ ได้
แล้วเราจะปกป้องตนจากอันตรายที่ ๓ ได้อย่างไร ข้อนี้มันเป็นไปได้อยู่อย่างเดียวคือ เราต้องมีอุเบกขา และความไม่หวั่นไหวในโลกธรรม เราต้องเป็นผู้ที่มีจิตไตร่ตรองถึงประโยชน์ในบั้นปลาย เพราะ "ผู้ที่มองออกไปไกล" เท่านั้น ที่จะเดินไปถึงเป้าหมายอันไกลโพ้นได้โดยไม่หลงทาง และคู่ควรที่จะเป็นผู้ที่ได้เสพมรรคผลอันเลิศ
การเป็นผู้ไตร่ตรองเห็นประโยชน์ในระยะยาวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่มันกลับไม่ได้รับการเน้นให้คนทั่วไปได้เข้าใจ. มันสมควรที่จะได้ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนและสังคมโดยรวม. ทำไมนายภิญโญจึงมีความเห็นว่าการเห็นประโยชน์ในระยะยาวมันไม่ได้รับความใส่ใจล่ะ? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนายภิญโญไตร่ตรองเห็นว่าคนทั่วไปไม่ได้รู้ไม่ได้คิดเลยว่าคำสั่งสอนต่างๆถูกกำหนดขึ้นมาเพื่ออะไร ด้วยเหตุผลอะไร. และคนทั่วไปก็ไม่ได้ไตร่ตรองเลยว่าถ้าหากเราละเมิดมันไปแล้ว จะเกิดผลอะไรตามมา. เรา(สังคมโดยรวม)ถูกปิดหูปิดตาจากความไตร่ตรองมาโดยตลอด ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เราบอกว่าให้เดินตามขนบธรรมเนียมหรือประเพณี"อันดี" โดยที่เราไม่เคยบอกเลยว่ามันดียังไง และถ้าหากเราจะไม่เดินตามทางนั้นแล้วมันไม่ดียังไง คนที่ถามคำถามเหล่านั้นมักจะถูกมองว่าท้าทายผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ว่านั่นจะเป็นการท้าทายหรือไม่ สิ่งที่เราต้องทำก็คือหาคำตอบมาแจกแจงให้ได้ว่าคำว่า "อันดี" นั้นมีความหมายว่าอย่างไร
การแจกแจงข้อดีเป็นสิ่งที่สำคัญมากนะ เพราะหากเราไม่รู้ก็แปลว่าเราไม่ได้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายเลย เมื่อไม่ได้เข้าใจจุดมุ่งหมายสุดท้ายเราก็จะหลงทางหรือล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น
ขอยกตัวอย่างเรื่องการคุยกันในห้องเรียนแล้วครูพยายามที่จะระงับการคุยกันนั้นไว้
ก่อนอื่นขอให้ทุกคนคิดก่อนว่าที่จริงครูบอกให้นักเรียนหยุดคุยด้วยเหตุผลอะไรและเพื่อใคร
ข้อนี้คำตอบของนายภิญโญอาจจะดูแปลกๆไปบ้างแต่ถ้าให้มองย้อนกลับมาถึงตัวตนของเราเองเราจะพบว่า คำตอบของนายภิญโญเป็นเรื่องที่ต้องนำมาใส่ใจมาก ซึ่งคำตอบของนายภิญโญต่อเรื่องนี้ก็คือ โดยมากแล้วครูที่ไทยบอกให้นักเรียนหยุดคุยเพื่อที่ตัวเองจะได้รับความสนใจมากขึ้นและครูทำไปเพื่อประโยชน์ของตัวครูเอง ครูจำนวนมากทำไปเพราะเห็นว่าที่คนคุยกันเป็นเรื่องที่ผิดมารยาทต่อครู ครูพวกนั้นมีความเห็นว่าเค้าอุตส่าห์มาสอน ดังนั้นพวกเค้าควรได้รับความสนใจมากกว่านี้ ครูจึงเผลอออกคำสั่งโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนองต่อความถือตนของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
แต่จริงๆแล้วครูควรที่จะออกคำสั่งโดยเหตุผลที่งดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง และงดงามในท้ายที่สุดต่างหาก (Glorious in the beginning, glorious in the middle and glorious at the end) แล้วเหตุผลนั้นเป็นอย่างไรเล่า สำหรับกรณีนี้เหตุผลเหล่านั้นคือ ผลดีที่จะเกิดกับคนที่เงียบเอง คนรอบข้างของคนที่เงียบ และสังคมโดยรวมของคนที่เงียบ ถึงจุดนี้นายภิญโญก็จะขอแจกแจงเป็นข้อๆไปดังนี้
๑ การที่เค้ามานั่งเรียนนั้นก็เพื่อที่จะรับความรู้จากผู้สอน และนั่นเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะเงียบแล้วฟัง การคุยกันนั้นสามารถเก็บไว้ทำทีหลังได้ การคุยกันในเวลานี้จะทำให้เสียประโยชน์ในการรับรู้ไป หากคนเราคิดว่าการมานั่งเรียนไม่อาจทำให้เกิดประโยชน์ได้ แล้วจะมานั่งอยู่ที่ตรงนี้ไปทำไม
หากมานั่งอยู่ในชั้นเรียนแล้วกิจกรรมที่จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่อยู่ในชั้นเรียนมากที่สุดก็คือการตั้งใจฟังนั่นเอง
๒ ถ้าไม่มีคนคุยนอกเรื่องคนรอบข้างก็จะได้ประโยชน์เพราะจะไม่มีการรบกวนและสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมต่อการเรียนมากขึ้น
ข้อดีนี้เป็นข้อดีที่จะส่งผลให้คนที่ตัดสินใจเงียบได้รับประโยชน์ย้อนกลับมาเองด้วย เพราะสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมด้านการเรียนนั้น ก็คือสภาพห้องเรียนที่เค้าอยู่นั่นเอง
๓ หากการรู้จักฟังเมื่อควรฟังได้ถือไว้เป็นบรรทัดฐานของสังคมแล้ว อารมณ์ของการใช้ชีวิตของคนในสังคมก็จะดีขึ้นเพราะพวกเค้ารู้จักรับฟังมากขึ้น สิ่งนี้จะถูกขยายไปนอกชีวิตห้องเรียนและกลายเป็นวิถีชีวิตของผู้ที่รู้จักรับฟัง และนั่นจะลดความขัดแย้งในสังคมลงไปโดยอัตโนมัต
(วันนี้ขอพอแต่เท่านี้ก่อน เดี๋ยวมาเขียนต่อพร้อมกับเรียบเรียงข้อความข้างต้นใหม่)
ยกตัวอย่างเรื่อที่ต้องขอให้แจกแจงวิธีคิดออกมาถึงแม้ว่ามันจะผิดก็ตาม
Friday, September 02, 2005
[Thesis] Current Status
1.1. Using bifurcation point of trachea as a reference point gives the same quality of aorta output as using carina. The most difficult part may be finding correct positions of two end points of model.
1.2. Using more model does not mean that we have better chance to succeed. This is really bad news. In CR003 case, using the first model give better output because it detects correct postions of the two end points, although the middle is not quite correct. Using only one model, however, induces high risk of failure.
1.3. Model selection method is not accurate when the image is not isotropic, I think. I must report this to Dr. Higgins.
2. Aortic arch region growing is good in some cases. I'd like to report this stuff honestly in my report. It is good when the edges are quite clear (16-detector cases for example) , but not good at all when the edge is not clear (h005). This suggests me to use allow new parameters for aorta. User shoud know if edges are clear enough or not.
[Dharma] The Five Skhandas
1. รูป 1.สิ่งที่จะต้องสลายไปเพราะปัจจัยต่างๆ อันขัดแย้ง, สิ่งที่เป็นรูปร่างพร้อมทั้งลักษณะอาการของมัน, ส่วนร่างกาย จำแนกเป็น ๒๘ คือ มหาภูต หรือ ธาตุ ๔ และ อุปาทายรูป ๒๔ (= รูปขันธ์ในขันธ์ ๕) 2.อารมณ์ที่รู้ได้ด้วยจักษุ, สิ่งที่ปรากฏแก่ตา (ข้อ ๑ ในอารมณ์ ๖ หรือในอายตนะภายนอก ๖) 3.ลักษณนาม ใช้เรียกพระภิกษุสามเณร เช่น ภิกษุรูปหนึ่ง สามเณร ๕ รูป ; ในภาษาพูดบางแห่งนิยมใช้ องค์
2. เวทนา ความเสวยอารมณ์, ความรู้สึก, ความรู้สึกสุขทุกข์ มี ๓ อย่าง คือ ๑.สุขเวทนา ความรู้สึกสุขสบาย ๒.ทุกขเวทนา ความรู้สึกไม่สบาย ๓.อทุกขมสุขเวทนา ความรู้สึกไม่สุข ไม่ทุกข์ คือ เฉยๆ เรียกอีกอย่างว่า อุเบกขาเวทนา; อีกหมวดหนึ่งจัดเป็น เวทนา ๕ คือ ๑.สุข สบายกาย ๒.ทุกข์ ไม่สบายกาย ๓.โสมนัส สบายใจ ๔.โทมนัส ไม่สบายใจ ๕.อุเบกขา เฉยๆ; ในภาษาไทย ใช้หมายความว่าเจ็บปวดบ้าง สงสารบ้าง ก็มี
3. สัญญา การกำหนดหมาย, ความจำได้หมายรู้ คือ หมายรู้ไว้ ซึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและอารมณ์ที่เกิดกับใจว่า เขียว ขาว ดำ แดง ดัง เบา เสียงคน เสียงแมว เสียงระฆัง กลิ่น ทุเรียน รสมะปราง เป็นต้น และจำได้ คือ รู้จักอารมณ์นั้นว่าเป็นอย่างนั้น ๆ ในเมื่อไปพบเข้าอีก (ข้อ ๓ ในขันธ์ ๕) มี ๖ อย่าง ตามอารมณ์ที่หมายรู้นั้น เช่น รูปสัญญา หมายรู้รูป สัททสัญญา หมายรู้เสียง เป็นต้น; ความหมายสามัญในภาษาบาลีว่าเครื่องหมาย ที่สังเกตความสำคัญว่าเป็นอย่างนั้น ๆ, ในภาษาไทยมักใช้หมายถึง ข้อตกลง, คำมั่น
4. สังขาร ๑.สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง, สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม ได้แก่ขันธ์ ๕ ทั้งหมด, ตรงกับคำว่า สังขตะหรือสังขตธรรม ได้ในคำว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น ๒.สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานที่ปรุงแต่งความคิด การพูด การกระทำ มีทั้งที่ดีเป็นกุศล ที่ชั่วเป็นอกุศล และที่กลาง ๆ เป็นอัพยากฤต ได้แก่เจตสิก ๕๐ อย่าง (คือ เจตสิกทั้งปวง เว้นเวทนาและสัญญา) เป็นนามธรรมอย่างเดียว, ตรงกับสังขารขันธ์ ในขันธ์ ๕ ได้ในคำว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น; อธิบายอีกปริยายหนึ่ง สังขารตามความหมายนี้ยกเอาเจตนาขึ้นเป็นตัวนำหน้า ได้แก่ สัญเจตนา คือ เจตนาที่แต่งกรรมหรือปรุงแต่งการกระทำ มี ๓ อย่างคือ ๑.กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย คือ กายสัญเจตนา ๒.วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา คือ วจีสัญเจตนา ๓.จิตตสังขาร หรือ มโนสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ คือ มโนสัญเจตนา ๓.สภาพที่ปรุงแต่งชีวิตมี ๓ คือ ๑.กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ๒.วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตกและวิจาร ๓.จิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญาและเวทนา
สังขาร ๒ คือ ๑.อุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมครอบครอง ๒.อนุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมไม่ครอบครอง, โดยปริยายแปลว่า สังขารที่มีใจครอง และสังขารที่ไม่มีใจครอง
สังขารทุกข์ ทุกข์เพราะเป็นสังขาร คือเพราะเป็นสภาพอันถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น จึงต้องผันแปรไปตามเหตุปัจจัยเป็นสภาพอันปัจจัยบีบคั้นขัดแย้ง คงทนอยู่มิได้
สังขารโลก โลกคือสังขาร ได้แก่ชุมชนแห่งสังขารทั้งปวงอันต้องเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย
5. วิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์, จิต, ความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกกระทบกัน เช่น รูปอารมณ์ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตา เป็นต้น ได้แก่ การเห็น การได้ยินเป็นอาทิ; วิญญาณ ๖ คือ ๑.จักขุวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางตา(เห็น) ๒.โสตวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางหู (ได้ยิน) ๓.ฆานวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางจมูก(ได้กลิ่น) ๔.ชิวหาวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางลิ้น(รู้รส) ๕.กายวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางกาย (รู้สิ่งต้องกาย) ๖.มโนวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางใจ (รู้เรื่องในใจ)
Wednesday, July 20, 2005
Opinion: จากเรื่อง “สื่อลามก” โลกในหลุมดำของวัยโจ๋
ไม่อยากให้เด็กหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเกินไป แต่ควรจัดกิจกรรม ออกกำลังกาย ดนตรี หรือสิ่งที่เขาชอบ
ในความเห็นของเรา เราคิดว่าทำอย่างนี้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะสิ่งที่จะทำให้คนเราลดกิจกรรมทางเพศได้จริงๆจังๆก็คือ การลดความโลภในความสุข เรามีความเห็นว่าเพราะคนเราโลภในความสุข จึงเิกิดการเสพติดพวกนี้ได้ง่าย กิจกรรมต่างๆถ้ายังมีจุดยืนคือการหาความสุขความบันเทิง มันก็จะไม่พาพวกเขาไปไหน เดี๋ยวก็ตกกลับมาเป็นแบบเดิม
เราควรสร้างที่พื้นฐานของการระงับความโลภในด้านนี้ เราควรให้ลดความประพฤติแบบสุขนิยมและวัตถุนิยมลงไป เพราะว่าโลกของเราในวันนี้เต็มไปด้วยปัญหา, ความทุกข์, และความขาดแคลน ถ้าเราไม่ระงับความโลภในสุข และความประพฤติแบบนั้นไป ปัญหามันก็จะพอกหนักขึ้นเรื่อยๆ ประชากรจะไม่ไมีคุณภาพ (อย่าลืมนะว่าความพอใจในการคือเครื่องขัดขวางปัญญาอันดับหนึ่ง) ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ รัฐเก็บรายได้ต่ำลง มีการเสียดุลการค้ามาก สุดท้ายก็จะวกกลับมาเป็นความขาดแคลนที่รุนแรง และลงเอยด้วยปัญหาสังคมเพราะผู้คนจะต้องแก่งแย่งมากขึ้นเพื่อทรัพยากรอันจำกัด
สรุป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สอนให้ระงับความปรารถนาในความสุข ลดการตามใจตนอันไม่นำไปสู่ความเจริญแห่งตน แล้วทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกมส์ออนไลน์ ปัญหาด้านเพศก็จะลดลงไปของมันเอง
อ้างอิง http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9480000096582
Sunday, July 10, 2005
Thesis: Constant Interval Control Points for PA
int
PaModelBuilder::initPhase1H001( float* arControlPts ) {
float* b = arControlPts;
int nAdjust = -3;
/*** TRUNK ***/
b[ 4+nAdjust] = 136; b[ 5+nAdjust] = 123; b[ 6+nAdjust] = 108;
b[ 7+nAdjust] = 138; b[ 8+nAdjust] = 112; b[ 9+nAdjust] = 115;
b[10+nAdjust] = 140; b[11+nAdjust] = 101; b[12+nAdjust] = 124;
b[13+nAdjust] = 142; b[14+nAdjust] = 89; b[15+nAdjust] = 132;
/*** LEFT ***/
b[16+nAdjust] = 169; b[17+nAdjust] = 200; b[18+nAdjust] = 105;
b[19+nAdjust] = 157; b[20+nAdjust] = 192; b[21+nAdjust] = 97;
b[22+nAdjust] = 146; b[23+nAdjust] = 183; b[24+nAdjust] = 89;
b[25+nAdjust] = 137; b[26+nAdjust] = 169; b[27+nAdjust] = 84;
b[28+nAdjust] = 134; b[29+nAdjust] = 151; b[30+nAdjust] = 91;
b[31+nAdjust] = 133; b[32+nAdjust] = 136; b[33+nAdjust] = 103; //Bifurcation point
/*** RIGHT ***/
b[34+nAdjust] = 127; b[35+nAdjust] = 145; b[36+nAdjust] = 102;
b[37+nAdjust] = 121; b[38+nAdjust] = 153; b[39+nAdjust] = 104;
b[40+nAdjust] = 113; b[41+nAdjust] = 159; b[42+nAdjust] = 106;
b[43+nAdjust] = 104; b[44+nAdjust] = 165; b[45+nAdjust] = 108;
b[46+nAdjust] = 93; b[47+nAdjust] = 167; b[48+nAdjust] = 111;
return 15; //The number of control points.
}
int
PaModelBuilder::initPhase1H002( float* arControlPts ) {
float* b = arControlPts;
int nAdjust = -3;
/*** TRUNK ***/
b[ 4+nAdjust] = 148; b[ 5+nAdjust] = 132; b[ 6+nAdjust] = 147;
b[ 7+nAdjust] = 150; b[ 8+nAdjust] = 121; b[ 9+nAdjust] = 154;
b[10+nAdjust] = 152; b[11+nAdjust] = 111; b[12+nAdjust] = 161;
b[13+nAdjust] = 155; b[14+nAdjust] = 101; b[15+nAdjust] = 170;
/*** LEFT ***/
b[16+nAdjust] = 171; b[17+nAdjust] = 201; b[18+nAdjust] = 139;
b[19+nAdjust] = 165; b[20+nAdjust] = 195; b[21+nAdjust] = 132;
b[22+nAdjust] = 159; b[23+nAdjust] = 184; b[24+nAdjust] = 134;
b[25+nAdjust] = 153; b[26+nAdjust] = 171; b[27+nAdjust] = 135;
b[28+nAdjust] = 147; b[29+nAdjust] = 159; b[30+nAdjust] = 136;
b[31+nAdjust] = 146; b[32+nAdjust] = 145; b[33+nAdjust] = 141; //Bifurcation point
/*** RIGHT ***/
b[34+nAdjust] = 134; b[35+nAdjust] = 145; b[36+nAdjust] = 145;
b[37+nAdjust] = 127; b[38+nAdjust] = 151; b[39+nAdjust] = 149;
b[40+nAdjust] = 123; b[41+nAdjust] = 160; b[42+nAdjust] = 153;
b[43+nAdjust] = 115; b[44+nAdjust] = 166; b[45+nAdjust] = 156;
b[46+nAdjust] = 104; b[47+nAdjust] = 172; b[48+nAdjust] = 158;
return 15; //The number of control points.
}
int
PaModelBuilder::initPhase2H048( float* arControlPts ) {
float* b = arControlPts;
int nAdjust = -3;
/*** TRUNK ***/
b[ 4+nAdjust] = 163; b[ 5+nAdjust] = 128; b[ 6+nAdjust] = 104;
b[ 7+nAdjust] = 169; b[ 8+nAdjust] = 112; b[ 9+nAdjust] = 116;
b[10+nAdjust] = 174; b[11+nAdjust] = 100; b[12+nAdjust] = 133;
b[13+nAdjust] = 182; b[14+nAdjust] = 92; b[15+nAdjust] = 160;
/*** LEFT ***/
b[16+nAdjust] = 200; b[17+nAdjust] = 232; b[18+nAdjust] = 100;
b[19+nAdjust] = 189; b[20+nAdjust] = 220; b[21+nAdjust] = 93;
b[22+nAdjust] = 178; b[23+nAdjust] = 206; b[24+nAdjust] = 87;
b[25+nAdjust] = 167; b[26+nAdjust] = 190; b[27+nAdjust] = 87;
b[28+nAdjust] = 159; b[29+nAdjust] = 169; b[30+nAdjust] = 88;
b[31+nAdjust] = 157; b[32+nAdjust] = 149; b[33+nAdjust] = 97; //Bifurcation point
/*** RIGHT ***/
b[34+nAdjust] = 144; b[35+nAdjust] = 152; b[36+nAdjust] = 101;
b[37+nAdjust] = 134; b[38+nAdjust] = 157; b[39+nAdjust] = 106;
b[40+nAdjust] = 124; b[41+nAdjust] = 163; b[42+nAdjust] = 111;
b[43+nAdjust] = 115; b[44+nAdjust] = 167; b[45+nAdjust] = 117;
b[46+nAdjust] = 103; b[47+nAdjust] = 168; b[48+nAdjust] = 124;
return 15; //The number of control points.
}
Thesis: Variable Interval Control Points for Aorta
float* b = arControlPts;
int nAdjust = 0; //To adjust point order when we need to make ad hoc insertion/deletion.
// It will be set to zero in final version.
b[1+nAdjust]=96; b[2+nAdjust]=119; b[3+nAdjust]=130;
b[4+nAdjust]=87; b[5+nAdjust]=121; b[6+nAdjust]=113;
nAdjust = -3;
//b[7+nAdjust]=87; b[8+nAdjust]=126; b[9+nAdjust]= 89;
b[10+nAdjust]=90; b[11+nAdjust]=132; b[12+nAdjust]=75;
b[13+nAdjust]=97; b[14+nAdjust]=137; b[15+nAdjust]=63;
////////////
b[16+nAdjust]=103; b[17+nAdjust]=143; b[18+nAdjust]=51;
b[19+nAdjust]=111; b[20+nAdjust]=150; b[21+nAdjust]=43;
b[22+nAdjust]=138; b[23+nAdjust]=174; b[24+nAdjust]=32;
//b[25+nAdjust]=129; b[26+nAdjust]=164; b[27+nAdjust]=36;
nAdjust = -6;
b[28+nAdjust]=150; b[29+nAdjust]=187; b[30+nAdjust]=35;
////////////
b[31+nAdjust]=154; b[32+nAdjust]=207; b[33+nAdjust]=36;
b[34+nAdjust]=156; b[35+nAdjust]=219; b[36+nAdjust]=46;
b[37+nAdjust]=153; b[38+nAdjust]=223; b[39+nAdjust]=58;
b[40+nAdjust]=149; b[41+nAdjust]=230; b[42+nAdjust]=70;
b[43+nAdjust]=143; b[44+nAdjust]=234; b[45+nAdjust]=89;
b[46+nAdjust]=136; b[47+nAdjust]=232; b[48+nAdjust]=123;
b[49+nAdjust]=137; b[50+nAdjust]=219; b[51+nAdjust]=240;
return 15; //The number of control points.
The following is variable interval control points with 22 control points
float* b = arControlPts;
int nAdjust = 0; //To adjust point order when we need to make ad hoc insertion/deletion.
// It will be set to zero in final version.
b[1+nAdjust]=96; b[2+nAdjust]=119; b[3+nAdjust]=130;
b[4+nAdjust]=87; b[5+nAdjust]=121; b[6+nAdjust]=113;
b[7+nAdjust]=87; b[8+nAdjust]=126; b[9+nAdjust]= 89;
b[10+nAdjust]=90; b[11+nAdjust]=132; b[12+nAdjust]=75;
b[13+nAdjust]=97; b[14+nAdjust]=137; b[15+nAdjust]=63;
////////////
b[16+nAdjust]=103; b[17+nAdjust]=143; b[18+nAdjust]=51;
b[19+nAdjust]=111; b[20+nAdjust]=150; b[21+nAdjust]=43;
b[25+nAdjust]=129; b[26+nAdjust]=164; b[27+nAdjust]=36;
b[22+nAdjust]=138; b[23+nAdjust]=174; b[24+nAdjust]=32;
b[28+nAdjust]=150; b[29+nAdjust]=187; b[30+nAdjust]=35;
////////////
b[31+nAdjust]=154; b[32+nAdjust]=207; b[33+nAdjust]=36;
b[34+nAdjust]=156; b[35+nAdjust]=219; b[36+nAdjust]=46;
b[37+nAdjust]=153; b[38+nAdjust]=223; b[39+nAdjust]=58;
b[40+nAdjust]=149; b[41+nAdjust]=230; b[42+nAdjust]=70;
b[43+nAdjust]=143; b[44+nAdjust]=234; b[45+nAdjust]=89;
b[46+nAdjust]=140; b[47+nAdjust]=234; b[48+nAdjust]=100;
b[49+nAdjust]=136; b[50+nAdjust]=232; b[51+nAdjust]=123;
b[52+nAdjust]=135; b[53+nAdjust]=229; b[54+nAdjust]=150;
b[55+nAdjust]=136; b[56+nAdjust]=228; b[57+nAdjust]=171;
b[58+nAdjust]=137; b[59+nAdjust]=226; b[60+nAdjust]=194;
b[61+nAdjust]=139; b[62+nAdjust]=223; b[63+nAdjust]=215;
b[64+nAdjust]=137; b[65+nAdjust]=219; b[66+nAdjust]=240;
return 22; //The number of control points.
Friday, July 08, 2005
Technic: ซอฟต์แวร์ที่ใช้แทน Norton Commander
http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_file_managers
สังเกตให้ดีว่าทั้งที่คนใช้ Mac มากพอสมควรแต่กลับมีออกมาเพิ่มแค่ตัวเดียว แสดงว่าที่ติดมากกับ Mac เลยก็คงจะมีดีพอสมควร ส่วนลินิกซ์มันมีให้เลือกมากเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว
ของวินโดวส์ที่เราไปดูมากมีที่ดูเตะตาจริงๆอยู่แค่ตัวเดียวคือ Servant Salamander 2.5
http://en.wikipedia.org/wiki/Servant_Salamander
http://www.altap.cz/
เท่าที่ดูแล้วมันถูกที่สุด และดีที่สุด
Technic: จัดการระบบฐานความรู้ยังไงดี
สำหรับองค์ประกอบก็คิดว่ามันน่าจะมีของอยู่หลายๆส่วนด้วยกันดังนี้
- การสำรองไฟล์ข้อมูล
- การสำเนาข้อมูลที่เขียนลงในกระดาษ (สแกนเข้ามา)
- การทำดัชนีชื้ถึงความรู้ที่เข้าถึงบ่อยๆเช่น source code
- การรวบรวม reference (เช่น ลิงค์ไปที่สำคัญๆ)
3 กับ 4 ในภาพรวมก็คือพวกเดียวกัน - ระบบการจัดเก็บเอกสารและงานของตัวเอง
- ระบบเวอร์ชันคอนโทรล (CVS หรือ Version Cue ทำนองเนี้ย)
- การบันทึกความรู้ที่ได้รับเข้ามาใหม่ น่าจะมีเป็นเวอร์ชัน ร่าง พรีวิว และ รีวิว
- การแสดงความรู้ของตัวเองเพื่อให้เข้าถึงง่ายๆ ค้นหา จัดหมวด และ เอาขึ้นเว็บ
- คิดว่าจะทำข้อมูลเกี่ยวกับงานออกเป็นหลายๆกลุ่มคือ กลุ่มซอร์สโค้ด, กลุ่มอินพุต, กลุ่มเอาต์พุททดลอง, กลุ่มเอาต์พุทสำคัญ, กลุ่มเอกสารข้อความ, เอกสารรูปภาพ, เอกสารไดอะแกรม, เอกสารฐานข้อมูล (พวกเอ็กเซลทำนองนั้น), กลุ่มไบนารีและเอกสารของไบนารีนั้น (พวกของที่ไปดาวน์โหลดมา)
- พวกของพวกนั้นจะแบ่งออกเป็นสี่ช่วงคือ Whimsical (ร่างแบบมั่วๆเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น) Developing (เริ่มรู้แล้วว่าจะเอาอะไรและจะทำยังไง) Preview (เสร็จแล้วแต่ว่ายังไม่ได้ตรวจทานอย่างเป็นระบบ) และ Reviewed (ตรวจทานแล้ว)
จริงๆแล้วการพัฒนาจะกระทำที่ไดเรกทอรี Whimsical และเมื่อเริ่มรู้แล้วว่าจะใช้อะไรบ้างและไม่ใช้อะไรบ้างก็จะก๊อปส่วนที่คิดว่าจะได้ใช้ไปใส่ที่ Developing การสำรองข้อมูลจะกระทำที่ตรงนี้เป็นหลัก การแยกออกมาเป็นสองส่วนนี้ก็เพราะว่า หากเราสำรองข้อมูลจาก Whimsical state มาไว้ เราจะงงตอนที่เราจะกลับมาเอา เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอันไหนดี มันปนกันไปหมด จึงต้องแยกเอาพวกเนื้อๆออกมาสำรอง การสำรองข้อมูลของกลุ่มนี้
ส่วน Preview คือเวอร์ชันที่ถึงจุดสำคัญๆ (milestone) แต่ก็ยังไม่ได้ตรวจดูดีๆว่าเป็นไงบ้าง ถูกต้องหมดหรือไม่ ส่วน Reviewed คือเวอร์ชันที่เรียกได้ว่าเอาไปส่งให้สาธารณะชนดูได้แล้ว - โครงสร้าง Workspace จะถูกแบ่งออกไปตาม software ที่ใช้ ไม่ใช่เป็นไปตามโปรเจ็ค ดังนั้นถ้าโปรเจ็คไหนที่ดันใช้หลายโปรแกรมพัฒนาหน่อยก็จะยุ่งๆหน่อยนะ
- โง้ว แต่ว่าพวกอินพุตเอาต์พุตและเอกสารประกอบโปรแกรมนี่สิทำจั๋งได๋ดีล่ะ เพราะว่าตอนพัฒนาเราก็น่าจะเขียนเป็นพาธใส่ไปอาจจะยุ่งๆมั่วๆงงๆซึ่งเราคงยอมไม่ได้
อ๊ะรู้วิธีแก้แล้ว เราควรจะจัดการปัญหานี้ด้วยการเปลี่ยนวิธีทำงาน ในทุกๆโปรเจ็คที่ทำเราจะมี static variables ไว้ทำหน้าที่่เป็นสตริงเพื่อบอก base input/output dir เสมอ วิธีนี้น่าจะใช้ได้ดีนะ - แล้วพวก snippet ล่ะ จะทำยังไงดี (หมายเหตุ snippet หมายความรวมถึง procedure ต่างๆเกี่ยวกับเครื่องมือด้วย)
อืม พวกนี้ต้องมีทั้งเวอร์ชัน รีวิว/รวมศูนย์ และ เวอร์ชันกระจัดกระจาย เวอร์ชันกระจัดกระจายคือพวกที่ทำแบบลวกๆซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการพัฒนา โดยจะใส่ไว้ใน ไดเรกทอรีของใครก็ได้ไม่เกี่ยง ส่วนเวอร์ชันแบบรีิวิวนี้จะถูกจัดทำขึ้นแบบ HTML และจะอัพโหลดขึ้นเว็บส่วนตัวเป็นการ publish ไปเลย
การรีวิวจะทำขึ้นทุกวันอังคารและวันศุกร์คิดซะว่าเป็นการจัดห้องใหม่ แม้แต่ snippet เองก็มีสองเวอร์ชันคือ whimsical และ reviewed และใน whimsical จะมีที่เก็บโค้ดสอบตกกับโค้ดที่สอบผ่าน และโค้ดที่ยังไม่ได้ review
- เอ้า วกกลับมาเรื่องเอาต์พุตหน่อย เอาต์พุตจะแบ่งไปตามโปรเจ็คและสถานะของมัน โดยที่เอาต์พุตจะมีสามสถานะคือ Whimsical, Maybe and Major ถ้าหาก Output มันดูพอใช้ได้เราจะก๊อปปี้มันไปใส่ไว้ที่ Maybe เผื่ออ้างอิงไว้ในอนาคต และ พอถึงสถานะสำคัญ เช่น จะเอาไปใส่ใน Thesis เราจะเอาไปใส่ไว้ใน Major
- เรื่องรายงานเราจะแบ่งมันไปตามโปรเจ็ค ภายในไดเรกทอรีรายงานจะแบ่งได้ออกเป็นสามส่วน คือ
Text, Figures, Diagrams (สภาพที่อีดิตได้ก่อนจะกลายเป็น figures), Databases, Whimsical(ข้างในมี figures, diagrams และ databases), Backup, และ OutsideFiles
อย่าลืมนะพวก OutsidFiles เราจะไม่ก๊อปไปไว้หลายที่เป็นอันขาด แต่จะทำด้วยการสร้าง link ไปหามันแทน แต่จะมีการทำ Backup แบบรวมศูนย์ไว้ด้วย แต่จะไม่ใช้ที่ตรงนั้นเป็นที่อ้างอิง
หมายเหตุ หากเป็นข้อความที่สแกนมาจากสมุดตัวเอง ก็ให้เก็บไว้ใน Text ไม่ใช่ Figures - พวก reference ทำไงดี ทำเป็น Tree-like menu ใน HTML/Java script เอาก็แล้วกัน สิ่งที่สำคัญก็คือมันจะต้องสามารถชี้ไปที่เอกสารสำคัญบนฮาร์ดดิสก์เราได้ด้วย ซึ่งก็อาจจะทำได้โดยการใส่ base dir ไว้นั่นเอง ส่วนมากก็คือ ลิงค์ไปที่ต่างๆนั่นเอง
พวกลิงค์นั้น จะอยู่ในกลุ่ม Unsorted หมด จนกว่าจะมีการเรียกใช้ในภายหลังจริง ที่เราทำเช่นนี้ก็เพราะว่าหลายครั้งแล้วที่เราเก็บลิงค์ที่ไม่เคยเข้าไปใช้ไว้มากเหลือเกิน ทำให้เข้าถึงลิงค์ที่ยากเข้าจริงๆลำบากเพราะมันไปเกะกะกันไปหมด
- ที่เราเลิกใช้บล็อกเป็นแหล่งหลัก ก็เพราะว่าพอนานๆเข้าไปเราก็หาไม่ค่อยเจอเหมือนกัน สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเรา search blog ของตัวเองบนเครื่องเราไม่ได้ แต่ดัน search blog ของคนอื่นได้หน้าตาเฉย แถมเวลาใช้เครื่องอื่นก็ดัน search ได้อีกเช่นเดียวกัน งง
สรุปก็คือการใช้บล็อกยังคงมีอยู่เพื่อเป็น buffer ก่อน review ดังนั้น blog ของเราจะต้องถูกรื่อมาหใหม่หมด แล้วก็จะถูก mark [Reviewed or Unreviewed] ไว้
- ให้มีไดเรกทอรี Package สำหรับงานที่ส่งมอบด้วย โดยจัดเป็นชุดพร้อมเอกสาร โดยจะมีสองเวอร์ชัน
- ToCustomer จะมีแต่ของที่ลูกค้าต้องการจริงๆ
- ForReference จะก๊อปปี้ทุกอย่างมาไว้เท่าที่เป็นไปได้ เผื่อว่าฉุกเฉิน
- พวกเอกสารจะมีกลุ่มที่เป็นความรู้ใหม่ด้วย ยังไม่ได้รับการรีวิวก็ให้ไปทำแบบคล้ายๆกัน โดยเริ่มไปที่ Whimsical, Preview and Reviewed เช่นกัน เอาไปใส่ที่ไดเรกทอรี NewKnowledge โดยที่พวกที่ออกจากสถานะ Preview จะไปที่ Review นั้นก็ให้จัดหมวดหมู่ภายหลังจากนั้น
- จำไว้ให้ดีว่าเราอยากเอาความรู้เราขึ้นเว็บอย่างแรงกล้า และมีการจัดหมวดหมู่อย่างเรียบร้อยสวยงามนะ
- เราจะเริ่มที่งานของไทยคลับก่อนละกัน คิดว่า DreamWeaver เราต้องเปลี่ยนไปใช้แบบ FTP แล้วล่ะ มันไม่ยอมให้เราใช้ SAMBA Path ผ่านทางเว็บแล้ว
(นอกเรื่อง พึ่งสังเกตว่ามันมีปุ่ม "Add Image" ใน Blogger มาให้ด้วยแฮะ ลองใช้ดูหน่อยนะ)

เอิ้ว ใช้งานได้ดีจริงๆ
Thursday, July 07, 2005
Constant Interval Control Points for Aorta
อันนี้เป็นของ Aorta นะ
int nColAdjust = 104;
int nRowAdjust = 189;
int nSlcAdjust = 75;
int
AortaModelBuilder::initPhase1H001( float* arControlPts ) {
float* b = arControlPts;
int nAdjust = 0; //To adjust point order when we need to make ad hoc insertion/deletion.
// It will be set to zero in final version.
b[1+nAdjust]=96; b[2+nAdjust]=119; b[3+nAdjust]=130;
b[4+nAdjust]=87; b[5+nAdjust]=122; b[6+nAdjust]=104;
b[7+nAdjust]=89; b[8+nAdjust]=130; b[9+nAdjust]=76;
b[10+nAdjust]=98; b[11+nAdjust]=139; b[12+nAdjust]=57;
b[13+nAdjust]=111; b[14+nAdjust]=149; b[15+nAdjust]=42;
////////////
b[16+nAdjust]=128; b[17+nAdjust]=163; b[18+nAdjust]=35;
b[19+nAdjust]=142; b[20+nAdjust]=180; b[21+nAdjust]=32;
b[25+nAdjust]=153; b[26+nAdjust]=205; b[27+nAdjust]=38;
b[22+nAdjust]=152; b[23+nAdjust]=222; b[24+nAdjust]=55;
b[28+nAdjust]=146; b[29+nAdjust]=230; b[30+nAdjust]=79;
////////////
b[31+nAdjust]=139; b[32+nAdjust]=232; b[33+nAdjust]=106;
b[34+nAdjust]=136; b[35+nAdjust]=230; b[36+nAdjust]=139;
b[37+nAdjust]=136; b[38+nAdjust]=227; b[39+nAdjust]=173;
b[40+nAdjust]=136; b[41+nAdjust]=223; b[42+nAdjust]=207;
b[43+nAdjust]=137; b[44+nAdjust]=219; b[45+nAdjust]=240;
return 15; //The number of control points.
}
int nColAdjust = 110;
int nRowAdjust = 195;
int nSlcAdjust = 80;
int
AortaModelBuilder::initPhase1H002( float* arControlPts ) {
float* b = arControlPts;
int nAdjust = 0; //To adjust point order when we need to make ad hoc insertion/deletion.
// It will be set to zero in final version.
b[1+nAdjust]=112; b[2+nAdjust]=134; b[3+nAdjust]=147;
b[4+nAdjust]=106; b[5+nAdjust]=135; b[6+nAdjust]=129;
b[7+nAdjust]=108; b[8+nAdjust]=141; b[9+nAdjust]=113;
b[10+nAdjust]=117; b[11+nAdjust]=146; b[12+nAdjust]=101;
b[13+nAdjust]=126; b[14+nAdjust]=153; b[15+nAdjust]=90;
////////////
b[16+nAdjust]=136; b[17+nAdjust]=168; b[18+nAdjust]=88;
b[19+nAdjust]=141; b[20+nAdjust]=169; b[21+nAdjust]=86;
b[25+nAdjust]=144; b[26+nAdjust]=184; b[27+nAdjust]=93;
b[22+nAdjust]=149; b[23+nAdjust]=198; b[24+nAdjust]=101;
b[28+nAdjust]=152; b[29+nAdjust]=208; b[30+nAdjust]=114;
////////////
b[31+nAdjust]=153; b[32+nAdjust]=216; b[33+nAdjust]=130;
b[34+nAdjust]=149; b[35+nAdjust]=221; b[36+nAdjust]=147;
b[37+nAdjust]=146; b[38+nAdjust]=222; b[39+nAdjust]=170;
b[40+nAdjust]=145; b[41+nAdjust]=223; b[42+nAdjust]=194;
b[43+nAdjust]=144; b[44+nAdjust]=224; b[45+nAdjust]=219;
return 15; //The number of control points.
}
int
AortaModelBuilder::initPhase2H048( float* arControlPts ) {
float* b = arControlPts;
int nAdjust = 0; //To adjust point order when we need to make ad hoc insertion/deletion.
// It will be set to zero in final version.
b[1+nAdjust]=122; b[2+nAdjust]=120; b[3+nAdjust]=123;
b[4+nAdjust]=120; b[5+nAdjust]=118; b[6+nAdjust]=95;
b[7+nAdjust]=122; b[8+nAdjust]=122; b[9+nAdjust]=67;
b[10+nAdjust]=126; b[11+nAdjust]=134; b[12+nAdjust]=49;
b[13+nAdjust]=134; b[14+nAdjust]=151; b[15+nAdjust]=39;
////////////
b[16+nAdjust]=137; b[17+nAdjust]=157; b[18+nAdjust]=39;
b[19+nAdjust]=145; b[20+nAdjust]=181; b[21+nAdjust]=37;
b[25+nAdjust]=150; b[26+nAdjust]=204; b[27+nAdjust]=43;
b[22+nAdjust]=152; b[23+nAdjust]=221; b[24+nAdjust]=56;
b[28+nAdjust]=152; b[29+nAdjust]=232; b[30+nAdjust]=75;
////////////
b[31+nAdjust]=151; b[32+nAdjust]=241; b[33+nAdjust]=99;
b[34+nAdjust]=149; b[35+nAdjust]=244; b[36+nAdjust]=128;
b[37+nAdjust]=148; b[38+nAdjust]=244; b[39+nAdjust]=161;
b[40+nAdjust]=146; b[41+nAdjust]=242; b[42+nAdjust]=191;
b[43+nAdjust]=143; b[44+nAdjust]=240; b[45+nAdjust]=219;
return 15; //The number of control points.
}
Sunday, June 19, 2005
เทคนิค: Reference and Cross Reference and Tables of Content in Microsoft Word
- ทำการสร้างสารบัญ
จำทำสารบัญสำเร็จได้เวลาพิมพ์เราก็ต้องแบ่งประเภทฟ้อนต์ออกเป็น Heading 1 และ Heading 2 ไม่งั้นจะเป็นเรื่องยุ่งขึ้นมาได้ทันที การใช้ heading 2 จะทำให้มันกลายเป็นหัวข้อรองไปในทันที
เมื่อมีการเรียกใช้หัวข้อของพวกนี้เสร็จแล้ว ก็หาที่เหมาะๆแล้วใส่สารบัญเข้าไปได้เลย ด้วยการไปที่
insert -> reference -> Index and Tables จากนั้นก็ไปที่แท็บ Table of Contents แล้วเลือกรูปแบบตามที่เราอยากให้มันเป็น - การทำหมายเลขบท (chapter)
การทำหมายเลขบทเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะไม่อย่างนั้นเราจะพบว่าเวลาที่เราใส่ caption ให้กับรูปหรือตารางมันจะไม่แสดงแสดงเลขบทที่ถูกต้องออกมา เพราะมันไม่รู้ว่าขณะนี้อยู่ในบทที่เท่าไหร่ อย่างไรก็ตามการทำสารบัญไม่จำเป็นต้องใส่หมายเลขบทก็ได้ เพราะว่าสารบัญจะตรวจดูเฉพาะลักษณะของตัวอักษรเท่านั้น
ขั้นตอนการทำหมายเลขบทก็คือการใส่หมายเลขเข้าไปแบบธรรมดา ขอให้รู้เพิ่มเติมด้วยว่าหากเราต้องการที่จะเปลี่ยนรูปแบบการแสดงหมายเลขบท เป็นต้นว่าแทนที่จะแสดงตัวเลขเฉยๆ แต่ต้องการแสดงเป็น Chapter 1. แทน ในลักษณะเช่นนั้นเราก็ต้องทำการ customize รูปแบบเองซึ่งทำได้ไม่ยาก
หมายเหตุ การนับเลขบทยังสามารถที่จะนับต่อจากที่นับไว้ก่อนหน้าได้ ทำให้เราสามารถแก้ไขมันได้ ภายหลังจากที่ได้พิมพ์แบบตรงๆดื้อๆไปเยอะ - การทำให้หัวชื่อของรูปหรือตาราง (Caption) สามารถไปปรากฏที่สารบัญภาพและตาราง
เรื่องนี้ทำได้ง่ายๆตรงไปตรงมา นั่นก็คือ เราจะต้องทำการใส่ชื่อ (Caption) ให้กับรูปหรือตารางเข้าไป โดยการที่คลิกไปที่รูปก่อน จากนั้นก็ไปที่ insert->reference->caption
เมื่อใส่ชื่อเข้าไปแล้วก็เลือกที่เหมาะๆแล้วก็ inert->reference-> Index and Tables จากนั้นก็ไปที่ Table of Figures แล้วเลือกรูปแบบสารบัญภาพ / ตารางตามความต้องการ - การทำการอ้างอิงไปตรง Reference/Bibliography
มันต้องเริ่มจากการที่เราใส่หมายเลขของหนังสือหรือบทความเข้าไปก่อนนะ โดยใส่เข้าไปตามปรกติเหมือนกับที่ทำหมายเลขบทนั่นแหละ
เมื่อใส่หมายเลขเข้าไปแล้วเราก็พร้อมที่จะทำการอ้างอิง โดยไปที่ insert->reference->cross-reference แล้วเลือก "Numbered item" - เรื่องไม่ค่อยดีเกี่ยวกับฟีทเจอร์สารบัญ
เราพบว่าบางครั้งถ้ารูปเรามันบังเอิญไปเกี่ยวพันกับลักษณะอักษรที่เป็น Heading เมื่อไหร่ มันจะถูกเอาไปใส่ในสารบัญด้วย ทั้งๆที่มันเป็นรูป ในกรณีเช่นนี้ เราจะต้องทำการเปลี่ยนรูปแบบกลับไปเป็น Body text ให้ได้
แต่ปัญหาก็คือไม่รู้จะเปลี่ยนยังไงดี เพราะคลิกไปที่รูปแล้วกดเปลี่ยนมันก็ยังไม่ได้อีก อาการเช่นนี้ให้เราทำการไฮไลต์มันทั้งบริเวณก่อนและหลังรูป แล้วจัดการแก้เป็น body text ก็จะทำให้ทุกอย่างเสร็จไปได้ - อีกปัญหากับ caption
บางทีเราพบว่า caption ที่เรามีอยู่มันแสดงผลแปลกๆของมันพยายามแก็ก็ไม่สำเร็จ ลักษณะเช่นนี้ขอให้ทำใจไว้เลยว่า "ลบอันเดิมออกเถอะ แล้วใส่อันใหม่เข้าไปแทนที่จะดีกว่านะ" ใส่ใหม่เถอะ เร็วกว่า
Friday, June 17, 2005
บันเทิง: เพลงคนตีเหล็ก
นำมาจาก http://www.beautysheet.com/thai/mg591.html
เว็บเกี่ยวกับวงคาราวานสามารถเข้าไปได้ที http://www.caravanonzon.com
คนตีเหล็ก
คาราวาน
..ดนตรี..
สุมไฟ.ให้แรง
เหล็กก็แดงคุโชน
เรายกมันขึ้นทั่ง
เตรียมถั่งแรงปูดโปน
เฮเฮไฮ้ ฮึบฮือฮึบ เราลงพะเนิน
บนเหล็กแดงด้วยไฟ
ตี.เข้าไปเอ้าตี.เข้าไป
ดัดแปลงรูปใด
ย่อมเสร็จได้ด้วยแรง
....ดนตรี..........
ทุ่มกาย.ทุ่มใจ เพื่อให้ไทยเป็นไทย
ต้องสร้างด้วยไฟ ที่ลุกโชนโชติแดง
เฮเฮไฮ้.ฮึบฮือฮึบ
มารวมพลัง สร้างสังคมที่ดี
ตี.เข้าไป ฮึบตี.เข้าไป
สร้างโลกสดใส
ย่อมเสร็จได้ด้วยเรา
....ดนตรี..........
สุมไฟ.ให้แรง
เหล็กก็แดงคุโชน
เรายกมันขึ้นทั่ง
เตรียมถั่งแรงปูดโปน
เฮเฮไฮ้ ฮึบฮือฮึบ เราลงพะเนิน
บนเหล็กแดงด้วยไฟ
ตี.เข้าไปเอ้าตี.เข้าไป
ดัดแปลงรูปใด
ย่อมเสร็จได้ด้วยแรง
....ดนตรี..........
ทุ่มกาย.ทุ่มใจ เพื่อให้ไทยเป็นไทย
ต้องสร้างด้วยไฟ ที่ลุกโชนโชติแดง
เฮเฮไฮ้.ฮึบฮือฮึบ
มารวมพลัง สร้างสังคมที่ดี
ตี.เข้าไป ฮึบตี.เข้าไป
สร้างโลกสดใส
ย่อมเสร็จได้ด้วยเรา